สอบก็รอด พรีเซนต์ก็เริ่ด 5 ทริค “อ่านแล้วจำแม่น” ที่สาว ๆ ต้องลอง

“อ่านแล้วจำแม่น” เบื่อไหมคะสาว ๆ กับปัญหาการอ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัว อ่านยังไงก็ไม่จำ จะไปสอบก็เศร้า จะไปพรีเซนต์งานก็แซด แต่ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปถ้าสาว ๆ ที่ลืมเก่งนำ  5 ทริค “อ่านแล้วจำแม่น” ต่อไปนี้ไปใช้ รับรองเลยว่าสอบก็รอด พรีเซนต์ก็เริ่ด! อ่านแล้วจำแม่นต้องอ่านสารบัญ เชื่อว่าสาว ๆ ส่วนใหญ่เลือกมองข้ามสารบัญและคำนำ เพราะคิดว่ามันช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี! แต่หนึ่งในทริค “อ่านแล้วจำแม่น” คือการเริ่มเปิดดูเนื้อหาคร่าวๆของทั้งเล่มจากสารบัญเพราะสารบัญจะเป็นตัวบอกว่าอะไรคือแกนของหนังสือเล่มนี้และไล่เรียงไปอย่างไรทำให้เราจำและเก็บแก่นหลักได้และนำไปใช้พรีเซนต์ต่อได้หลังจากที่เราอ่านและทำความเข้าใจทั้งหมดแล้ว อ่านแล้วจำแม่นต้องอ่านเป็นช่วง ๆ อย่าหักโหม สมองคนเราจะสามารถจดจำเนื้อหาของสิ่งที่อ่านได้ดีที่สุดในช่วง 5 นาทีแรก และ 5 นาทีสุดท้าย ดังนั้นถ้าอยาก “อ่านแล้วจำแม่น” การอ่านเป็นช่วง ๆ อาจจะช่วงละ 15-20 นาทีแล้วพักสายตาปล่อยให้สมองได้จดจำย่อมดีกว่าโหมอ่านทีเดียวครั้งละนาน ๆ อ่านแล้วจำแม่นต้องอ่านแล้วเน้นข้อความสำคัญ อีกทริคของการ “อ่านแล้วจำแม่น” คือการที่เราเน้นข้อความสำคัญข้อความสะดุดใจข้อความที่เราสนใจเป็นพิเศษเอาไว้จะทำให้เราจำได้ว่าเนื้อหาแต่ละช่วงนั้นมีตรงไหนที่เป็นส่วนที่โดดเด่นเป็นพิเศษหรือแม้แต่ตอนที่ต้องไปพรีเซนต์การเน้นข้อความสำคัญไว้ช่วยให้เรานำข้อความนั้นไปพูดไปย่อยและถ่ายทอดต่อได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะการเน้นข้อความสำคัญด้วยปากกาสีสมองเราจะตอบสนองต่อสีสันได้ดีอีกด้วย อ่านแล้วจำแม่นต้องอ่านแล้วต้องถ่ายทอด การอ่านคือการรับเข้าและปล่ยอให้ไหลไป ถ้าเราไม่ถ่ายทอดออกไปด้วยคำพูดของตำเอง สำนวนภาษาของตัวเอง สิ่งที่อ่านก็จะเป็นเพียงภาษาของคนอื่นที่ไม่เข้าหัว เข้าหู เข้าสมองเรา ดังนั้นถ้าอยาก “อ่านแล้วจำแม่น” เมื่ออ่านจบแต่ละส่วนแล้ว ให้ถ่ายทอดออกมา […]

แค่สวยไม่พอ 5 “ลักษณะนิสัย” ที่ผู้หญิงยุคใหม่ต้องมีเพื่อสวย เก่ง ฉลาดทันคน

“ลักษณะนิสัย” แม้ความสวยจะเป็นเหมือนของคู่กันกับผู้หญิง จนมีคนพูดบ่อย ๆ ว่าผู้หญิงอย่าหยุดสวย แต่โลกยุคนี้แค่สวยยังไม่พอ! นี่คือ 5 “ลักษณะนิสัย” ที่ผู้หญิงยุคใหม่ต้องมีเพื่อสวย เก่ง ฉลาดทันคน จะได้สวยครบเครื่อง ไม่อ๊อง จนโดนใครล่อลวงได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะในความสัมพันธ์ การเรียน หรือการงาน สวย ฉลาดทันคนต้องมี “ลักษณะนิสัย”  เช็คก่อนแชร์ ลักษณะนิสัยสำคัญที่สาวยุคใหม่อย่างเราต้องมีคือการไม่ส่งต่อข่าวปลอมข้อมูลมั่วหรือข่าวที่มีมูลความจริงเสี้ยวเดียวแต่ใส่ความคิดเห็นเพื่อโจมตีใครเพราะโลกยุคโซเชียลมีเดียให้ผลดีหรือร้ายได้มากกว่าที่คิดดังนั้นก่อนคิดจะแชร์อะไรเล่าอะไรต่อบอกอะไรต่อลองสละเวลาเสิร์ชข่าวนั้นเช็กข่าวนั้นดูอีกสักรอบด้วยตัวเองให้ชัวร์ก่อนไม่ใช่ข้อมูลผิดๆเท่านั้นที่อันตรายแต่การแชรืโดยไม่เช็กอะไรเลยทำให้เราดูเป็นคนไม่ทันโลกไม่ทันเหตุการณ์และขาดความน่าเชื่อถือเอามากๆ สวย เก่งทั้งเรียนและงานต้องมี “ลักษณะนิสัย” จัดการเวลา สกิลหรือลักษณะนิสัยหนึ่งที่โลกยุคใหม่ต้องการคือการบริหารจัดการเวลาค่ะซิส เราก็คงเห็นว่าคนเดี๋ยวนี้ทำงานเยอะขึ้น ทำหลายอย่างมากขึ้น แม้เวลาแต่ละคนจะมีคล้าย ๆ จะเท่ากัน แต่ถ้าเราบริหารจัดการเป็นองค์กรไหนก็ต้องการตัวไปทำงาน มีความสัมพันธ์กับเพื่อนกับแฟนก็มีชัย แถมดีกับตัวเองเพราะสามารถทำอะไรอย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น เราจะสวยขึ้น เก่งขึ้นไม่ว่าพาตัวเองไปอยู่ที่ไหนถ้ารู้จัก Time Management Skill สวย ฉลาดทันทุกความสัมพันธ์ต้องมี “ลักษณะนิสัย” ขี้สงสัย ไม่เพียงแค่โลกออนไลน์เท่านั้น แต่ในสังคมที่มนุษย์ต่างมีความเชื่ออันแข็งแกร่งเป็นของตัวเอง ทุกคนเป็นตัวของตัวเองมาก ๆ จึงง่ายที่เราจะได้รับข้อมูลที่มาจากความคิดเห็นฝั่งเดียวของใคร ดังนั้นสาวยุคใหม่หากรักจะสวยเท่าทันคน ต้องมีลักษณะนิสัยช่างถามช่างสงสัย ไม่ใช่ใครบอกอะไรมาก็เชื่อตามเขาไปหมด ลองถามเขาเพิ่มเติมว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น อะไรทำให้เขาเชื่อแบบนั้น อย่างน้อยถ้าเราจะเชื่อข้อมูลหรือสิ่งที่เขาพูด เราก็จะได้รู้ก่อนว่าเขาเข้าใจสิ่งที่เขาเชื่อแค่ไหน หรือจะตั้งคำถามจนไปหาข้อมูลมาเองเพื่อให้ชัวร์ก่อนก็ยิ่งดีไปใหญ่ สวยเก่งฉลาดไม่ทันรู้ตัวจงออกกำลังกายให้เป็นนิสัย […]

แม่คะนี่แฟนหนู “พาแฟนไปเจอแม่”แบบไหนให้ผู้ใหญ่ไว้ใจและเอ็นดู

“พาแฟนไปเจอแม่” ไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองโตเป็นสาวมากแค่ไหน แต่ในสายตาคุณแม่และคนในครอบครัวเราก็เป็นนางฟ้าตัวน้อย ๆ ที่ต้องการการปกป้องดูแลอยู่เสมอ แต่เราเองก็จำเป็นต้องมีชีวิต มีความรัก มีความสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย เราจึงต้องให้ความสัมพันธ์นั้นอยู่ในสายตาของแม่เพื่อให้ท่านสบายใจ แต่ เอ๊ะ จะเริ่มต้นยังไงดีนะ? มาดูวิธี “พาแฟนไปเจอแม่” เพื่อให้ได้ความไว้เนื้อเชื่อใจและได้ความเอ็นดูกันดีกว่า เปิดเผยไม่ปิดบัง บางทีคุณแม่คุณพ่อก็ไม่ได้หวงเรา เพราะกลัวว่าเราจะโดนล่อลวง แต่ท่านก็ห่วงเราในเรื่องที่ท่านไม่รู้ ไม่เห็น ดังนั้นถ้าคิดจะ “พาแฟนไปเจอแม่”และครอบครัวก็ถือว่าทำถูกในระดับหนึ่งแล้ว เพราะเป็นการเปิดเผยให้ท่านเห็นว่าที่เราขอไปเที่ยวนั้นเราไปกับใคร ที่เรากลับบ้านดึกใครมาส่ง ท่านจะได้เบาใจ ครั้งหน้าพอจะขออนุญาตไปไหนมาไหนการอ้างถึงคุณแฟนที่เคยพามาให้แม่รู้จักแล้ว แม่ก็จะได้ปลื้ม ไม่ต้องกังวลเกินไป พูดถึงเป้าหมายดี ๆ ที่วางแผนจะไปถึงร่วมกัน แม่เรารักเราก็อยากเห็นเราไปสู่สิ่งดี ๆ ดังนั้นการพาแฟนมาเจอแม่ก็ควรทำให้แม่ไว้ใจและเอ็นดูด้วยการพูดถึงเป้าหมายดี ๆ ที่เรากับแฟนตั้งใจทำร่วมกัน เช่น ถ้าเราเรียนอยู่มัธยมก็อาจพูดถึงมหาวิทยาลัยที่เราตั้งใจจะเข้าด้วยกัน จะพากันอ่านหนังสือ จะพากันไปตระเวณสอบ หรือถ้าเราเรียนมหาวิทยาลัยก็อาจคุยถึงอาชีพในอนาคต การเรียนภาษาเพิ่มเติม สารพันเป้าหมายดี ๆ เหล่านี้จะทำให้แม่เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ลูกสาวของท่านเป็นคนที่อยากพัฒนาตัวเอง อย่าเพิ่งแสดงความรักหวานซึ้ง ต่อให้เรารักกันปานจะกลืนเพียงไหน การพาแฟนมาเจอแม่เจอครอบครัว ก็ไม่ควรแสดงความรัก สัมผัสทางกายสุดดูดดื่มต่อหน้าแม่เด็ดขาด อย่างน้อยที่สุดการวางตัวให้เหมาะสม ก็หมายถึงการเป็นผู้ชายที่รู้จักกาลเทศะ รู้จักเคารพเนื้อตัวร่างกาย […]

เป็นเพื่อนหรือเป็นแม่? 5 วิธีรับมือเพื่อน “จอมบงการ”ให้ไม่เสียตัวตนและเสียเพื่อน

“จอมบงการ” ขึ้นชื่อว่าเพื่อนก็ต้องรักและหวังดีกับเราอยู่เสมออยู่แล้ว แต่บางทีความหวังดี ความเป็นห่วงก็มากล้นจนมาในรูปแบบการจู้จี้จุกจิกหรือถึงขั้นการเป็น “จอมบงการ” จนเราสงสัยว่าตกลงนี่เป็นเพื่อนหรือเป็นแม่กันแน่? คอยสั่งว่าอันนี้ต้องทำ อันนี้ห้ามทำ เราเองก็รักและเข้าใจในความหวังดี แต่ถ้ามากไปเราก็จะเสียตัวตนและกลายเป็นคนที่วิ่งตามความต้องการของเพื่อนไม่รู้จบ ดังนั้นมารับมือเพื่อน “จอมบงการ”ให้ไม่เสียตัวตนและเสียเพื่อนกันเถอะ สำรวจตัวเองให้ถี่ถ้วน ขั้นตอนแรกสุดของการรับมือกับเพื่อนจอมบงการ คือต้องรู้เขารู้เรา จะได้รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง อะไรก็ตามที่เพื่อนจอมบงการเคยพูดไว้ ให้เราลองสำรวจตัวเองว่าเรามีข้อบกพร่องอย่างที่เพื่อนตัวดีพูดไว้หรือเปล่า? ถ้ากลัวตัวเองลำเอียง ก็ลองแอบไปถามคนใกล้ตัวคนอื่นดู อันไหนที่เป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรง และเราอยากแก้ไขจริง ๆ ก็จดไว้และพยายามต่อไป แต่อันไหนที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย นี่เธอมั่วนี่นา เราไม่ได้ขนาดนั้น ก็จดและจำไว้เช่นกัน ครั้งหน้าที่เพื่อนคนนี้มาสั่งเรา เราจะได้บอกได้ว่าอันไหนเราโอเค และอันไหนเราไม่! กำหนดขอบเขต เรื่องไหนเธอพูดได้ เรื่องนี้เราคิดเอง แม้เราจะสำรวจตัวเองถี่ถ้วนแล้ว แต่เรื่องบางเรื่องเรามีสิทธิกำหนดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวสุด ๆ และไม่ว่าจะดีหรือแย่ก็ไม่มีใครควรมาก้าวก่ายหรือบงการเราในเรื่องนี้ ดังนั้นลองมองชีวิตให้รอบด้าน แล้วตั้งขอบเขตของเรื่องในชีวิตขึ้นมาว่าเรื่องไหนเราโอเคที่คนอื่นจะมาแสดงความเห็น เรื่องไหนที่มันคือเรื่องส่วนตัวของเราและเราขอคิด ขอเลือก ขอตัดสินใจเองเท่านั้น เมื่อได้เรื่องที่เรากำหนดขอบเขตแล้ว ก็เปิดใจคุยกับคุณเพื่อนจอมบงการอย่างสุภาพให้รู้เรื่องว่าเรื่องต่อไปนี้ ไม่ต้องแนะนำแล้วนะ ให้เราคิดเองเถอะ ต้องกล้าพูดว่า “ขอบคุณนะ แต่ไม่เป็นไร” แม้จะสำรวจตัวเองก็แล้ว แบ่งเขตก็แล้วว่าอันไหนส่วนตัว อันไหนยุ่งได้ แต่ […]

ชวนแบ่งปันเรื่องดี ๆ 5 “พอดแคสต์” ที่จะทำให้ซิสสวยและเก่งขึ้นในทุกวัน

“พอดแคสต์” เมื่อโลกหมุนไปข้างหน้า นอกจากการอ่านหนังสือ การเรียนหนังสือในห้อง หรือการออกไปคุยกับคนเก่ง ๆ สาว ๆ อย่างเราโชคดีที่มี “พอดแคสต์”ดี ๆ ให้เลือกฟังเยอะมาก ความดีงามของการฟังพอดแคสต์คือเราฟังตอนไหนก็ได้ฟังระหว่างแต่งหน้าตอนเช้าฟังระหว่างรถติดตอนเย็นหรือแม้แต่ช่วงทำงานบ้านเหงา ๆ โดยไม่อยากปล่อยเวลาไหลไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะการศึกษาวิจัยชี้ว่าการฟังไม่ได้เรียกร้องสมาธิจากเรามากเหมือนการอ่านหรือการพูดคุยกับคนจริง ๆ เราจึงฟังพอดแคสต์เพื่อเรียนรู้ เพื่อสวยและเก่งขึ้นในทุกวัน พร้อม ๆ กับที่ทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ และ 5 พอดแคสต์ต่อไปนี้สาว ๆ ห้ามพลาดเด็ดขาด! Mission to the Moon สำหรับสาว ๆ ที่เคยสงสัยว่าคนเก่ง ๆ หรือคนระดับผู้บริหารนั้นเขาแบ่งเวลากันยังไงกันนะ จัดการงานที่มีล้นมือแบบไหนให้ทันแถมออกมาดีได้ เพราะลำพังพวกเรา แค่ต้องทำการบ้านหรืองานที่ล้นมือก็ทำไม่เคยทัน หรือถ้าทันก็แทบจะเลยเดดไลน์ บอกเลยว่า Mission to the Moon คือพอดแคสต์ความยาวหลัก 5-30 นาทีที่ห้ามพลาด เพราะคุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของบริษัทศรีจันทร์สหโอสถเอาเทคนิคดี ๆ ของการจัดสรรเวลา การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการตั้งเป้าหมาย […]

จงระวัง! 5 “คำพูดร้ายในที่ทำงาน”ที่ดูหวานแต่จริง ๆ เคลือบยาพิษ!

“คำพูดร้ายในที่ทำงาน” สาว ๆ จบใหม่อย่างเราหรือบางทีเพิ่งทำงานมาได้ไม่นาน หลายครั้งก็รู้ไม่ทันคำพูดของออฟฟิศหรือองค์กรที่เราทำงานด้วย องค์กรที่น่ารัก มืออาชีพและใส่ใจพนักงานตัวน้อย ๆ อย่างเราก็มีจำนวนมาก แต่ใครจะรู้ว่าบางทีเราก็หลงกลคำพูดที่ดูสวยหรูแต่จริง ๆ แล้วเคลือบยาพิษไว้จนชุ่ม! การจะเป็นสาววัยทำงานนอกจากต้องสวย เก่ง ฉลาดแล้ว ยังต้องรู้เท่าทัน “คำพูดร้ายในที่ทำงาน” รู้ทันคนและการเอาเปรียบที่อาจเกิดขึ้นได้ไปพร้อม ๆ กัน “ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัวนะคะ” สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญและมีความรู้สึกเชิงบวกกับคำว่า “ครอบครัว” มาก เพราะครอบครัวหมายถึงความรัก ความผูกพัน การเสียสละและการดูแลกันและกัน เวลามีคนในออฟฟิศบอกเราว่า “ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัวนะคะ” จึงไม่แปลกที่เรามองว่านี่คือคำหวานหูน่าชื่นใจ แต่ใครจะรู้ว่าการใช้คำว่าครอบครัวนั้นอาจเป็น “คำพูดร้ายในที่ทำงาน” เพราะการทำงานต้องอาศัยระบบที่มั่นคงความเป็นมืออาชีพที่น่าเชื่อถือการอ้างคำว่าครอบครัวอาจหมายถึงการบอกเป็นนัยๆให้เราเสียสละโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพมารองรับดังนั้นสาวๆจงระวังไว้ให้ดี “ทำเกินหน้าที่เยอะ ๆ จะได้เก่งขึ้น” เป็นเรื่องจริงที่ว่ายิ่งทำงานเยอะ เราก็จะยิ่งได้เรียนรู้ไว แต่การทำงานเยอะจนล้นแล้วล้นอีก เหนื่อยแล้วเหนื่อยอีกกับอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่เรา จนพาลทำให้หน้าที่รับผิดชอบเราทำได้ไม่เต็มที่ แถมยังเหนื่อยสาหัสจนไม่อาจเรียนรู้อะไรไหว แต่คนในออฟฟิศก็เอาแต่อ้างคำว่า “จะได้เก่งขึ้น ๆ ” แม้ฟังแล้วคล้ายจะเป็นความหวังดี แต่หากเราทำงานล้นมือจนไม่มีเวลาทำงานตัวเองให้ดี BEAUTY HUNTER ว่านอกจากจะไม่เกิดการเรียนรู้ อาจทำให้สุขภาพกายและใจพัง แถมหน้าที่รับผิดชอบเราโดยตรงก็อาจไปไม่รอดก็เป็นได้ “ออฟฟิศนี้เวลางานยืดหยุ่นนะครับ” “ออฟฟิศนี้เวลางานยืดหยุ่น” […]

5 “คำสอนแม่”ที่ตอนเด็กเบื่อแทบตาย แต่โตเป็นสาวแล้วเอามาใช้ได้จริง

“คำสอนแม่” เมื่อพูดถึงคุณแม่ นอกจากเราจะนึกถึงอาหารอร่อยที่สุดในโลก นึกถึงบ้านแสนอบอุ่น อีกสิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ “คำสอนแม่” ที่ตอนเด็ก ๆ เราฟังแล้วต้องอุดหูด้วยความงอแงทุกครั้งไปแต่ยิ่งโตเป็นสาวมากขึ้นเท่าไหร่ดูเหมือนว่าคำสอนที่แม่เคยพูดไว้ต่อไปนี้จะยิ่งจริงขึ้นเรื่อย ๆ จนถ้าเราทำตามรับรองว่าชีวิตเราจะง่ายขึ้นหลายระดับจริง ๆ “เก็บของให้เป็นที่เป็นทางสิลูก“ เรื่องเก็บของไม่เป็นที่ หาของไม่เจอคงเป็นเรื่องบ่นอันดับหนึ่งของคุณแม่ผู้น่ารักแทบทุกบ้าน ก็ลูกสาวอย่างเราช่างวางของระเกะระกะเสียจริง ตอนเด็กเราก็คงรำคาญการต้องเก็บอะไร ๆ ให้เป็นที่ แต่ยิ่งโตขึ้นมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งเข้าใจว่าถ้าทำตามคำสอนแม่ วางของไว้ในที่เดิมทุกครั้ง ชีวิตเราจะง่ายขึ้นอีกหลายระดับและของเราจะไม่หายอีกเลย ถึงขั้นมีงานวิจัยรองรับเลยว่าถ้าเราเก็บของเป็นที่หรือไว้ที่เดิมของมันทุกครั้ง เราจะไม่มีทางหาอะไรไม่เจอ คำสอนแม่นี่ดีจริง ๆ “กินเสร็จก็ล้างจานเลย ไม่ต้องหมกไว้“ “กินเสร็จก็ล้างจานเลย ไม่ต้องหมกไว้” อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาที่แม่ไม่อยากให้เศษอาหารหมักหมมส่งกลิ่นไปทั่ว แต่หากสาว ๆ โตขึ้นและมองลึกไปกว่านั้น คำสอนนี้ของแม่คือปรัชญาระดับลึกซึ้ง ที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกหลายคนใช้ โดยกฎก็คือถ้าอะไรที่ทำเสร็จได้ภายใน 2 นาที ให้ลงมือทำเลย วิธีการคิดเดียวกันกับไม่เหมือนกันจานไว้นี้จะทำให้เราทำงานเร็วขึ้น เคลียร์งานง่ายขึ้น ไม่ต้องผัดวันประกันพรุ่งจนดินพอกหางหมูแน่นอน “เจอหมาเห่า ห้ามวิ่งหนีนะ เดี๋ยวมันไล่ตาม“ เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนตอนยังเด็กคงซนใช่เล่น และหนึ่งสิ่งที่แม่สอนพวกเราก็คือเวลาไปเล่นนอกบ้าน ถ้าเจอหมาเห่า เราห้ามวิ่งหนี เพราะหมาตัวนั้นจะคิดว่าเราเล่นกับมัน หรือเห็นสิ่งที่เคลื่อนไหวแล้วมันจะวิ่งไล่ตาม ทางที่ดีคืออยู่นิ่ง […]

นี่เพื่อนหรืองูพิษคะ? 5 สัญญาณบอกว่านี่ไม่ใช่เพื่อนรักแต่ “เพื่อนคิดร้าย”!

“เพื่อนคิดร้าย” ความสนิทมักเป็นขนมหวานเคลือบยาพิษอย่างดีที่สาว ๆ อย่างเรามองข้าม เราคิดว่าเพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ จะพูดจาแย่ ๆ แค่ไหนก็ไม่เป็นอะไรหรอก เพื่อนเราคงแค่หยอก ๆ ให้เราสนุก ๆ ขำ ๆ เท่านั้น แต่เคยสงสัยไหมว่าถ้าเพื่อนรักเราจริงทำไมต้องแกล้งหรือพูดกับเราแรง ๆ ให้เราเสียใจ? ถ้าไม่แน่ใจว่านี่เพื่อนรัก หรือ “เพื่อนร้าย” กันแน่ ลองดูสัญญาณต่อไปนี้ว่าเพื่อนล้ำเส้นหรือเปล่า? ถ้าเตือนกันดี ๆ แล้วฟังก็คือเพื่อน แต่ถ้าทำพฤติกรรมล้ำเส้นเหล่านี้แถมเตือนไม่ฟังก็งูพิษชัด ๆ  หนีเถอะค่ะ ดีแค่ตอนอยากได้อะไร อยากจะบอกว่าเธอคนนี้น่ะงูพิษก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะบางทีเพื่อนคนนี้ก็ปากหวาน น่ารัก อ่อนโยนกับเราเสียเหลือเกิน แต่ลองสังเกตดี ๆ นะคะว่าเขาดีกับเราตลอดเวลามั้ย? ดีเป็นปกติหรือเปล่า? หรือตอนที่เขาดี สักพักเขาก็จะมาบอกว่าเขาต้องการอะไรจากเรา ถ้าคนที่พร้อมจะทำดีกับเราเป็นช่วง ๆ แค่ในตอนที่เขาต้องการอะไร เช่น โทรมาหาเฉพาะตอนใกล้สอบเพราะอยากยืมเลคเชอร์เรา พอเขาได้สมใจอยากก็หายตัวไปบ้างหรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตนอยู่เลยบ้างก็บอกเลยว่านี่ไม่ใช่เพื่อนแต่เป็นงูพิษที่หวังจะตักตวงเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ ความต้องการเราไม่เคยสำคัญ เวลาเธอคนนี้อยากไปไหน อยากกินอะไร อยากทำอะไร เราก็อยู่ตรงนั้นเสมอ เราอาจไม่ได้คิดอะไรเพราะก็เป็นเพื่อนกัน การทำอะไรด้วยกันก็ถูกแล้ว แต่ทันทีที่เราเริ่มบอกว่าเราอยากไปที่นั่น […]

เตือนภัย! “เพื่อนยืมเงิน”ให้ยืมแบบไหนถึงไม่เสียเพื่อนและเสียเงินไปตลอดกาล

“เพื่อนยืมเงิน” เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร หลายครั้งเพราะรู้สึกสนิทกันมาก ๆ และเพื่อนเดือดร้อนจริง ๆ ถึงเลือกมายืมเงินเรา แต่ความเชื่อใจอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะหลายครั้งแค่ความเข้าใจผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้การยืมเงินที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร กลายเป็นผิดใจจนเสียเพื่อนมานักต่อนักแล้ว ดังนั้น มาลองดูกันหน่อยว่าถ้า “เพื่อนยืมเงิน” เราควรให้ยืมแบบไหน ถึงจะไม่เสียทั้งเงินและเพื่อนไปตลอดกาล เรามีสิทธิถามเหตุผล เพื่อตัดสินใจ อย่าเขินอาย คนทุกคนสามารถมีปัญหาทางการเงินหรือเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินจนไม่สามารถบริหารเงินตัวเองทันกันได้ทั้งนั้น ก่อนจะให้เพื่อนยืมเงิน เรามีสิทธิถามว่าเพื่อนต้องการยืมเงินก้อนนี้ไปทำอะไร นอกจากจะได้รู้ต้นตอของปัญหาแล้ว เราก็มีสิทธิตัดสินใจจากเหตุผลและความจำเป็นนั้นของเพื่อน รวมถึงประเมินความเสี่ยงด้วย ถ้าเพื่อนบอกว่าต้องใช้เงินด่วนเพราะคนที่บ้านประสบอุบัติเหตุแล้วเงินเดือนเพื่อนยังไม่ออก แบบนี้เราก็จะเข้าใจได้ว่าเรื่องนี้จำเป็นและเร่งด่วน รวมถึงถ้าเงินเดือนเพื่อนออกเพื่อนก็มีแนวโน้มจะนำมาใช้คืน แต่หากเหตุผลเป็นการเอาเงินไปหมุน หรือโปะหนี้เก่า เราก็ต้องประเมินว่าเราพร้อมเสี่ยงมั้ย? หรือควรแนะนำให้เพื่อนไปเจรจากับสถาบันทางการเงินหรือเจ้าหนี้มากกว่าจะยืมหนี้ใหม่ใช้หนี้เก่าไปไม่รู้จบ มีหลักฐานให้ชัด เพื่อมิตรภาพที่ชัดเจน การที่เราตัดสินใจให้เพื่อนยืมเงิน หมายความว่าเราก็เชื่อใจเพื่อนและมิตรภาพระหว่างเรากับเพื่อนแล้ว แต่หลายครั้งที่การยืมเงินกันระหว่างเพื่อนต้องพังลงเพราะมีฝ่ายหนึ่งไว้ใจ แต่อีกฝ่ายทำลายความไว้ใจลงจนย่อยยับ ดังนั้นทางที่ดีที่สุด เราควรมีหลักฐานการให้ยืมที่ชัดเจน เพื่อนที่มายืมเรา ถ้าเคารพและให้เกียรติความไว้ใจครั้งนี้ ย่อมต้องเข้าใจเราและไม่คิดเล็กคิดน้อยแน่นอน ที่สำคัญถ้าคืนถูกต้องตามเวลา การมีหลักฐานก็ไม่มีฝ่ายไหนเสียหายทั้งนั้น โดยการมีหลักฐานไม่จำเป็นต้องถึงขั้นร่างสัญญาอย่างเป็นทางการ แค่พิมพ์คุยกันทางไลน์ แชทเฟซบุ๊ก หรือเมสเสจให้เป็นลายลักษณ์อักษรก็สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้แล้ว (แม้เราจะไม่ได้คิดจะใช้จริง ๆ ก็เถอะ) […]

จบใหม่ อยากได้งาน มาดู “วิธีทำเรซู่เม่”ให้น่าเชื่อถือมาก แม้ประสบการณ์ยังไม่มาก

“วิธีทำเรซู่เม่” เราเข้าใจความรู้สึกดีว่าสาว ๆ หลายคนที่เพิ่งเรียนจบ แม้อาจจะมีประสบการณ์การทำงานไม่แน่นเหมือนรุ่นพี่ แต่เราก็มั่นใจว่าเรื่องไฟที่พุ่งแรงและความกระตือรือร้นเราไม่เป็นรองใครแน่ ๆ แต่หลายครั้งที่องค์กรบางแห่งยังไม่มั่นใจในศักยภาพของเรานัก BEAUTY HUNTER อยากตบบ่าให้กำลังใจว่า ห้ามท้อ! แล้วเอา “วิธีทำเรซู่เม่”ของเราไปใช้ รับรองว่าแม้ประสบการณ์ยังไม่มาก แต่น่าเชื่อถือจนได้งานทำอย่างที่หวังไว้แน่นอน ต้องไม่ยาวเกินไปจนน่าเบื่อ ความยาวของเรซูเม่ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกาจ มีศักยภาพ หรือเคยทำกิจกรรมตอนเรียนมามากมายจนจำไม่หมด แต่เรซูเม่ที่ยาวเหยียดมากเกินไปจะทำให้เราดูไม่มืออาชีพ เพราะไม่สามารถจับประเด็น รวมประเด็นหรือสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้ ดังนั้น “วิธีทำเรซู่เม่”ให้ดูน่าเชื่อถือจึงไม่ควรยาวเกินไป จากการฟังความคิดเห็นของเอชอาร์มั้งหลายมานั้น ไม่ควรยาวเกิน 1 หน้าด้วยซ้ำ เพราะถ้าเราสามารถรวบประเด็นได้ ดึงความสนใจดี เรซูเม่หน้าเดียวเนื้อ ๆ ย่อมดีกว่าสี่ห้าหน้าแบบน้ำ ๆ ไว้ถ้าเราได้รับเลือกให้เข้าสู่การสัมภาษณ์งาน ตอนนั้นจะแสดงผลงานหรือพูดเรื่องประสบการณ์เพิ่มเติมก็ไม่สายเกินไป ความสามารถต้องระบุให้ชัด สิ่งที่สาว ๆ จบใหม่อย่างเรากังวลใจที่สุดคือเรายังไม่มีประสบการณ์การทำงาน เราจึงกลัวว่าเรซูเม่ของเราจะโล่งว่างเกินไป เคล็ดลับก็คือทุกอย่างที่เราเรียนรู้และทำได้ถือเป็นประสบการณ์ทั้งสิ้น (แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องใส่ทุกกิจกรรมที่เคยทำตั้งแต่สมัยอนุบาลนะคะ) ลองใตร่ตรองดูว่าศักยภาพที่เด่น ๆ ของเราตอนนี้ได้มาจากกิจกรรมใด หรือประสบการณ์ไหนในช่วงที่เราเรียน จากนั้นระบุให้ชัด ไม่ต้องทำเป็นกราฟสุดตระการตา หรือแผนผังสวยอลังการ แค่บรรยายให้กระชับและได้ใจความ เช่น ดิฉันเคยเป็นประธานรุ่น ซึ่วเป็นที่มาของความเป็นผู้นำ การพูดในที่สาธารณะ […]

Advertisement
1 2 3 9
Advertisement
Advertisement
Advertisement
Advertisement