แม่คะนี่แฟนหนู “พาแฟนไปเจอแม่”แบบไหนให้ผู้ใหญ่ไว้ใจและเอ็นดู

“พาแฟนไปเจอแม่” ไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองโตเป็นสาวมากแค่ไหน แต่ในสายตาคุณแม่และคนในครอบครัวเราก็เป็นนางฟ้าตัวน้อย ๆ ที่ต้องการการปกป้องดูแลอยู่เสมอ แต่เราเองก็จำเป็นต้องมีชีวิต มีความรัก มีความสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย เราจึงต้องให้ความสัมพันธ์นั้นอยู่ในสายตาของแม่เพื่อให้ท่านสบายใจ แต่ เอ๊ะ จะเริ่มต้นยังไงดีนะ? มาดูวิธี “พาแฟนไปเจอแม่” เพื่อให้ได้ความไว้เนื้อเชื่อใจและได้ความเอ็นดูกันดีกว่า เปิดเผยไม่ปิดบัง บางทีคุณแม่คุณพ่อก็ไม่ได้หวงเรา เพราะกลัวว่าเราจะโดนล่อลวง แต่ท่านก็ห่วงเราในเรื่องที่ท่านไม่รู้ ไม่เห็น ดังนั้นถ้าคิดจะ “พาแฟนไปเจอแม่”และครอบครัวก็ถือว่าทำถูกในระดับหนึ่งแล้ว เพราะเป็นการเปิดเผยให้ท่านเห็นว่าที่เราขอไปเที่ยวนั้นเราไปกับใคร ที่เรากลับบ้านดึกใครมาส่ง ท่านจะได้เบาใจ ครั้งหน้าพอจะขออนุญาตไปไหนมาไหนการอ้างถึงคุณแฟนที่เคยพามาให้แม่รู้จักแล้ว แม่ก็จะได้ปลื้ม ไม่ต้องกังวลเกินไป พูดถึงเป้าหมายดี ๆ ที่วางแผนจะไปถึงร่วมกัน แม่เรารักเราก็อยากเห็นเราไปสู่สิ่งดี ๆ ดังนั้นการพาแฟนมาเจอแม่ก็ควรทำให้แม่ไว้ใจและเอ็นดูด้วยการพูดถึงเป้าหมายดี ๆ ที่เรากับแฟนตั้งใจทำร่วมกัน เช่น ถ้าเราเรียนอยู่มัธยมก็อาจพูดถึงมหาวิทยาลัยที่เราตั้งใจจะเข้าด้วยกัน จะพากันอ่านหนังสือ จะพากันไปตระเวณสอบ หรือถ้าเราเรียนมหาวิทยาลัยก็อาจคุยถึงอาชีพในอนาคต การเรียนภาษาเพิ่มเติม สารพันเป้าหมายดี ๆ เหล่านี้จะทำให้แม่เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เข้ามาทำให้ลูกสาวของท่านเป็นคนที่อยากพัฒนาตัวเอง อย่าเพิ่งแสดงความรักหวานซึ้ง ต่อให้เรารักกันปานจะกลืนเพียงไหน การพาแฟนมาเจอแม่เจอครอบครัว ก็ไม่ควรแสดงความรัก สัมผัสทางกายสุดดูดดื่มต่อหน้าแม่เด็ดขาด อย่างน้อยที่สุดการวางตัวให้เหมาะสม ก็หมายถึงการเป็นผู้ชายที่รู้จักกาลเทศะ รู้จักเคารพเนื้อตัวร่างกาย […]

เป็นเพื่อนหรือเป็นแม่? 5 วิธีรับมือเพื่อน “จอมบงการ”ให้ไม่เสียตัวตนและเสียเพื่อน

“จอมบงการ” ขึ้นชื่อว่าเพื่อนก็ต้องรักและหวังดีกับเราอยู่เสมออยู่แล้ว แต่บางทีความหวังดี ความเป็นห่วงก็มากล้นจนมาในรูปแบบการจู้จี้จุกจิกหรือถึงขั้นการเป็น “จอมบงการ” จนเราสงสัยว่าตกลงนี่เป็นเพื่อนหรือเป็นแม่กันแน่? คอยสั่งว่าอันนี้ต้องทำ อันนี้ห้ามทำ เราเองก็รักและเข้าใจในความหวังดี แต่ถ้ามากไปเราก็จะเสียตัวตนและกลายเป็นคนที่วิ่งตามความต้องการของเพื่อนไม่รู้จบ ดังนั้นมารับมือเพื่อน “จอมบงการ”ให้ไม่เสียตัวตนและเสียเพื่อนกันเถอะ สำรวจตัวเองให้ถี่ถ้วน ขั้นตอนแรกสุดของการรับมือกับเพื่อนจอมบงการ คือต้องรู้เขารู้เรา จะได้รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง อะไรก็ตามที่เพื่อนจอมบงการเคยพูดไว้ ให้เราลองสำรวจตัวเองว่าเรามีข้อบกพร่องอย่างที่เพื่อนตัวดีพูดไว้หรือเปล่า? ถ้ากลัวตัวเองลำเอียง ก็ลองแอบไปถามคนใกล้ตัวคนอื่นดู อันไหนที่เป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรง และเราอยากแก้ไขจริง ๆ ก็จดไว้และพยายามต่อไป แต่อันไหนที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย นี่เธอมั่วนี่นา เราไม่ได้ขนาดนั้น ก็จดและจำไว้เช่นกัน ครั้งหน้าที่เพื่อนคนนี้มาสั่งเรา เราจะได้บอกได้ว่าอันไหนเราโอเค และอันไหนเราไม่! กำหนดขอบเขต เรื่องไหนเธอพูดได้ เรื่องนี้เราคิดเอง แม้เราจะสำรวจตัวเองถี่ถ้วนแล้ว แต่เรื่องบางเรื่องเรามีสิทธิกำหนดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวสุด ๆ และไม่ว่าจะดีหรือแย่ก็ไม่มีใครควรมาก้าวก่ายหรือบงการเราในเรื่องนี้ ดังนั้นลองมองชีวิตให้รอบด้าน แล้วตั้งขอบเขตของเรื่องในชีวิตขึ้นมาว่าเรื่องไหนเราโอเคที่คนอื่นจะมาแสดงความเห็น เรื่องไหนที่มันคือเรื่องส่วนตัวของเราและเราขอคิด ขอเลือก ขอตัดสินใจเองเท่านั้น เมื่อได้เรื่องที่เรากำหนดขอบเขตแล้ว ก็เปิดใจคุยกับคุณเพื่อนจอมบงการอย่างสุภาพให้รู้เรื่องว่าเรื่องต่อไปนี้ ไม่ต้องแนะนำแล้วนะ ให้เราคิดเองเถอะ ต้องกล้าพูดว่า “ขอบคุณนะ แต่ไม่เป็นไร” แม้จะสำรวจตัวเองก็แล้ว แบ่งเขตก็แล้วว่าอันไหนส่วนตัว อันไหนยุ่งได้ แต่ […]

ชวนแบ่งปันเรื่องดี ๆ 5 “พอดแคสต์” ที่จะทำให้ซิสสวยและเก่งขึ้นในทุกวัน

“พอดแคสต์” เมื่อโลกหมุนไปข้างหน้า นอกจากการอ่านหนังสือ การเรียนหนังสือในห้อง หรือการออกไปคุยกับคนเก่ง ๆ สาว ๆ อย่างเราโชคดีที่มี “พอดแคสต์”ดี ๆ ให้เลือกฟังเยอะมาก ความดีงามของการฟังพอดแคสต์คือเราฟังตอนไหนก็ได้ฟังระหว่างแต่งหน้าตอนเช้าฟังระหว่างรถติดตอนเย็นหรือแม้แต่ช่วงทำงานบ้านเหงา ๆ โดยไม่อยากปล่อยเวลาไหลไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะการศึกษาวิจัยชี้ว่าการฟังไม่ได้เรียกร้องสมาธิจากเรามากเหมือนการอ่านหรือการพูดคุยกับคนจริง ๆ เราจึงฟังพอดแคสต์เพื่อเรียนรู้ เพื่อสวยและเก่งขึ้นในทุกวัน พร้อม ๆ กับที่ทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ และ 5 พอดแคสต์ต่อไปนี้สาว ๆ ห้ามพลาดเด็ดขาด! Mission to the Moon สำหรับสาว ๆ ที่เคยสงสัยว่าคนเก่ง ๆ หรือคนระดับผู้บริหารนั้นเขาแบ่งเวลากันยังไงกันนะ จัดการงานที่มีล้นมือแบบไหนให้ทันแถมออกมาดีได้ เพราะลำพังพวกเรา แค่ต้องทำการบ้านหรืองานที่ล้นมือก็ทำไม่เคยทัน หรือถ้าทันก็แทบจะเลยเดดไลน์ บอกเลยว่า Mission to the Moon คือพอดแคสต์ความยาวหลัก 5-30 นาทีที่ห้ามพลาด เพราะคุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของบริษัทศรีจันทร์สหโอสถเอาเทคนิคดี ๆ ของการจัดสรรเวลา การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการตั้งเป้าหมาย […]

จงระวัง! 5 “คำพูดร้ายในที่ทำงาน”ที่ดูหวานแต่จริง ๆ เคลือบยาพิษ!

“คำพูดร้ายในที่ทำงาน” สาว ๆ จบใหม่อย่างเราหรือบางทีเพิ่งทำงานมาได้ไม่นาน หลายครั้งก็รู้ไม่ทันคำพูดของออฟฟิศหรือองค์กรที่เราทำงานด้วย องค์กรที่น่ารัก มืออาชีพและใส่ใจพนักงานตัวน้อย ๆ อย่างเราก็มีจำนวนมาก แต่ใครจะรู้ว่าบางทีเราก็หลงกลคำพูดที่ดูสวยหรูแต่จริง ๆ แล้วเคลือบยาพิษไว้จนชุ่ม! การจะเป็นสาววัยทำงานนอกจากต้องสวย เก่ง ฉลาดแล้ว ยังต้องรู้เท่าทัน “คำพูดร้ายในที่ทำงาน” รู้ทันคนและการเอาเปรียบที่อาจเกิดขึ้นได้ไปพร้อม ๆ กัน “ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัวนะคะ” สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญและมีความรู้สึกเชิงบวกกับคำว่า “ครอบครัว” มาก เพราะครอบครัวหมายถึงความรัก ความผูกพัน การเสียสละและการดูแลกันและกัน เวลามีคนในออฟฟิศบอกเราว่า “ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัวนะคะ” จึงไม่แปลกที่เรามองว่านี่คือคำหวานหูน่าชื่นใจ แต่ใครจะรู้ว่าการใช้คำว่าครอบครัวนั้นอาจเป็น “คำพูดร้ายในที่ทำงาน” เพราะการทำงานต้องอาศัยระบบที่มั่นคงความเป็นมืออาชีพที่น่าเชื่อถือการอ้างคำว่าครอบครัวอาจหมายถึงการบอกเป็นนัยๆให้เราเสียสละโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพมารองรับดังนั้นสาวๆจงระวังไว้ให้ดี “ทำเกินหน้าที่เยอะ ๆ จะได้เก่งขึ้น” เป็นเรื่องจริงที่ว่ายิ่งทำงานเยอะ เราก็จะยิ่งได้เรียนรู้ไว แต่การทำงานเยอะจนล้นแล้วล้นอีก เหนื่อยแล้วเหนื่อยอีกกับอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่เรา จนพาลทำให้หน้าที่รับผิดชอบเราทำได้ไม่เต็มที่ แถมยังเหนื่อยสาหัสจนไม่อาจเรียนรู้อะไรไหว แต่คนในออฟฟิศก็เอาแต่อ้างคำว่า “จะได้เก่งขึ้น ๆ ” แม้ฟังแล้วคล้ายจะเป็นความหวังดี แต่หากเราทำงานล้นมือจนไม่มีเวลาทำงานตัวเองให้ดี BEAUTY HUNTER ว่านอกจากจะไม่เกิดการเรียนรู้ อาจทำให้สุขภาพกายและใจพัง แถมหน้าที่รับผิดชอบเราโดยตรงก็อาจไปไม่รอดก็เป็นได้ “ออฟฟิศนี้เวลางานยืดหยุ่นนะครับ” “ออฟฟิศนี้เวลางานยืดหยุ่น” […]

5 “คำสอนแม่”ที่ตอนเด็กเบื่อแทบตาย แต่โตเป็นสาวแล้วเอามาใช้ได้จริง

“คำสอนแม่” เมื่อพูดถึงคุณแม่ นอกจากเราจะนึกถึงอาหารอร่อยที่สุดในโลก นึกถึงบ้านแสนอบอุ่น อีกสิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ “คำสอนแม่” ที่ตอนเด็ก ๆ เราฟังแล้วต้องอุดหูด้วยความงอแงทุกครั้งไปแต่ยิ่งโตเป็นสาวมากขึ้นเท่าไหร่ดูเหมือนว่าคำสอนที่แม่เคยพูดไว้ต่อไปนี้จะยิ่งจริงขึ้นเรื่อย ๆ จนถ้าเราทำตามรับรองว่าชีวิตเราจะง่ายขึ้นหลายระดับจริง ๆ “เก็บของให้เป็นที่เป็นทางสิลูก“ เรื่องเก็บของไม่เป็นที่ หาของไม่เจอคงเป็นเรื่องบ่นอันดับหนึ่งของคุณแม่ผู้น่ารักแทบทุกบ้าน ก็ลูกสาวอย่างเราช่างวางของระเกะระกะเสียจริง ตอนเด็กเราก็คงรำคาญการต้องเก็บอะไร ๆ ให้เป็นที่ แต่ยิ่งโตขึ้นมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งเข้าใจว่าถ้าทำตามคำสอนแม่ วางของไว้ในที่เดิมทุกครั้ง ชีวิตเราจะง่ายขึ้นอีกหลายระดับและของเราจะไม่หายอีกเลย ถึงขั้นมีงานวิจัยรองรับเลยว่าถ้าเราเก็บของเป็นที่หรือไว้ที่เดิมของมันทุกครั้ง เราจะไม่มีทางหาอะไรไม่เจอ คำสอนแม่นี่ดีจริง ๆ “กินเสร็จก็ล้างจานเลย ไม่ต้องหมกไว้“ “กินเสร็จก็ล้างจานเลย ไม่ต้องหมกไว้” อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาที่แม่ไม่อยากให้เศษอาหารหมักหมมส่งกลิ่นไปทั่ว แต่หากสาว ๆ โตขึ้นและมองลึกไปกว่านั้น คำสอนนี้ของแม่คือปรัชญาระดับลึกซึ้ง ที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกหลายคนใช้ โดยกฎก็คือถ้าอะไรที่ทำเสร็จได้ภายใน 2 นาที ให้ลงมือทำเลย วิธีการคิดเดียวกันกับไม่เหมือนกันจานไว้นี้จะทำให้เราทำงานเร็วขึ้น เคลียร์งานง่ายขึ้น ไม่ต้องผัดวันประกันพรุ่งจนดินพอกหางหมูแน่นอน “เจอหมาเห่า ห้ามวิ่งหนีนะ เดี๋ยวมันไล่ตาม“ เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนตอนยังเด็กคงซนใช่เล่น และหนึ่งสิ่งที่แม่สอนพวกเราก็คือเวลาไปเล่นนอกบ้าน ถ้าเจอหมาเห่า เราห้ามวิ่งหนี เพราะหมาตัวนั้นจะคิดว่าเราเล่นกับมัน หรือเห็นสิ่งที่เคลื่อนไหวแล้วมันจะวิ่งไล่ตาม ทางที่ดีคืออยู่นิ่ง […]

นี่เพื่อนหรืองูพิษคะ? 5 สัญญาณบอกว่านี่ไม่ใช่เพื่อนรักแต่ “เพื่อนคิดร้าย”!

“เพื่อนคิดร้าย” ความสนิทมักเป็นขนมหวานเคลือบยาพิษอย่างดีที่สาว ๆ อย่างเรามองข้าม เราคิดว่าเพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ จะพูดจาแย่ ๆ แค่ไหนก็ไม่เป็นอะไรหรอก เพื่อนเราคงแค่หยอก ๆ ให้เราสนุก ๆ ขำ ๆ เท่านั้น แต่เคยสงสัยไหมว่าถ้าเพื่อนรักเราจริงทำไมต้องแกล้งหรือพูดกับเราแรง ๆ ให้เราเสียใจ? ถ้าไม่แน่ใจว่านี่เพื่อนรัก หรือ “เพื่อนร้าย” กันแน่ ลองดูสัญญาณต่อไปนี้ว่าเพื่อนล้ำเส้นหรือเปล่า? ถ้าเตือนกันดี ๆ แล้วฟังก็คือเพื่อน แต่ถ้าทำพฤติกรรมล้ำเส้นเหล่านี้แถมเตือนไม่ฟังก็งูพิษชัด ๆ  หนีเถอะค่ะ ดีแค่ตอนอยากได้อะไร อยากจะบอกว่าเธอคนนี้น่ะงูพิษก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะบางทีเพื่อนคนนี้ก็ปากหวาน น่ารัก อ่อนโยนกับเราเสียเหลือเกิน แต่ลองสังเกตดี ๆ นะคะว่าเขาดีกับเราตลอดเวลามั้ย? ดีเป็นปกติหรือเปล่า? หรือตอนที่เขาดี สักพักเขาก็จะมาบอกว่าเขาต้องการอะไรจากเรา ถ้าคนที่พร้อมจะทำดีกับเราเป็นช่วง ๆ แค่ในตอนที่เขาต้องการอะไร เช่น โทรมาหาเฉพาะตอนใกล้สอบเพราะอยากยืมเลคเชอร์เรา พอเขาได้สมใจอยากก็หายตัวไปบ้างหรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตนอยู่เลยบ้างก็บอกเลยว่านี่ไม่ใช่เพื่อนแต่เป็นงูพิษที่หวังจะตักตวงเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ ความต้องการเราไม่เคยสำคัญ เวลาเธอคนนี้อยากไปไหน อยากกินอะไร อยากทำอะไร เราก็อยู่ตรงนั้นเสมอ เราอาจไม่ได้คิดอะไรเพราะก็เป็นเพื่อนกัน การทำอะไรด้วยกันก็ถูกแล้ว แต่ทันทีที่เราเริ่มบอกว่าเราอยากไปที่นั่น […]

เตือนภัย! “เพื่อนยืมเงิน”ให้ยืมแบบไหนถึงไม่เสียเพื่อนและเสียเงินไปตลอดกาล

“เพื่อนยืมเงิน” เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร หลายครั้งเพราะรู้สึกสนิทกันมาก ๆ และเพื่อนเดือดร้อนจริง ๆ ถึงเลือกมายืมเงินเรา แต่ความเชื่อใจอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะหลายครั้งแค่ความเข้าใจผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้การยืมเงินที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร กลายเป็นผิดใจจนเสียเพื่อนมานักต่อนักแล้ว ดังนั้น มาลองดูกันหน่อยว่าถ้า “เพื่อนยืมเงิน” เราควรให้ยืมแบบไหน ถึงจะไม่เสียทั้งเงินและเพื่อนไปตลอดกาล เรามีสิทธิถามเหตุผล เพื่อตัดสินใจ อย่าเขินอาย คนทุกคนสามารถมีปัญหาทางการเงินหรือเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินจนไม่สามารถบริหารเงินตัวเองทันกันได้ทั้งนั้น ก่อนจะให้เพื่อนยืมเงิน เรามีสิทธิถามว่าเพื่อนต้องการยืมเงินก้อนนี้ไปทำอะไร นอกจากจะได้รู้ต้นตอของปัญหาแล้ว เราก็มีสิทธิตัดสินใจจากเหตุผลและความจำเป็นนั้นของเพื่อน รวมถึงประเมินความเสี่ยงด้วย ถ้าเพื่อนบอกว่าต้องใช้เงินด่วนเพราะคนที่บ้านประสบอุบัติเหตุแล้วเงินเดือนเพื่อนยังไม่ออก แบบนี้เราก็จะเข้าใจได้ว่าเรื่องนี้จำเป็นและเร่งด่วน รวมถึงถ้าเงินเดือนเพื่อนออกเพื่อนก็มีแนวโน้มจะนำมาใช้คืน แต่หากเหตุผลเป็นการเอาเงินไปหมุน หรือโปะหนี้เก่า เราก็ต้องประเมินว่าเราพร้อมเสี่ยงมั้ย? หรือควรแนะนำให้เพื่อนไปเจรจากับสถาบันทางการเงินหรือเจ้าหนี้มากกว่าจะยืมหนี้ใหม่ใช้หนี้เก่าไปไม่รู้จบ มีหลักฐานให้ชัด เพื่อมิตรภาพที่ชัดเจน การที่เราตัดสินใจให้เพื่อนยืมเงิน หมายความว่าเราก็เชื่อใจเพื่อนและมิตรภาพระหว่างเรากับเพื่อนแล้ว แต่หลายครั้งที่การยืมเงินกันระหว่างเพื่อนต้องพังลงเพราะมีฝ่ายหนึ่งไว้ใจ แต่อีกฝ่ายทำลายความไว้ใจลงจนย่อยยับ ดังนั้นทางที่ดีที่สุด เราควรมีหลักฐานการให้ยืมที่ชัดเจน เพื่อนที่มายืมเรา ถ้าเคารพและให้เกียรติความไว้ใจครั้งนี้ ย่อมต้องเข้าใจเราและไม่คิดเล็กคิดน้อยแน่นอน ที่สำคัญถ้าคืนถูกต้องตามเวลา การมีหลักฐานก็ไม่มีฝ่ายไหนเสียหายทั้งนั้น โดยการมีหลักฐานไม่จำเป็นต้องถึงขั้นร่างสัญญาอย่างเป็นทางการ แค่พิมพ์คุยกันทางไลน์ แชทเฟซบุ๊ก หรือเมสเสจให้เป็นลายลักษณ์อักษรก็สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้แล้ว (แม้เราจะไม่ได้คิดจะใช้จริง ๆ ก็เถอะ) […]

จบใหม่ อยากได้งาน มาดู “วิธีทำเรซู่เม่”ให้น่าเชื่อถือมาก แม้ประสบการณ์ยังไม่มาก

“วิธีทำเรซู่เม่” เราเข้าใจความรู้สึกดีว่าสาว ๆ หลายคนที่เพิ่งเรียนจบ แม้อาจจะมีประสบการณ์การทำงานไม่แน่นเหมือนรุ่นพี่ แต่เราก็มั่นใจว่าเรื่องไฟที่พุ่งแรงและความกระตือรือร้นเราไม่เป็นรองใครแน่ ๆ แต่หลายครั้งที่องค์กรบางแห่งยังไม่มั่นใจในศักยภาพของเรานัก BEAUTY HUNTER อยากตบบ่าให้กำลังใจว่า ห้ามท้อ! แล้วเอา “วิธีทำเรซู่เม่”ของเราไปใช้ รับรองว่าแม้ประสบการณ์ยังไม่มาก แต่น่าเชื่อถือจนได้งานทำอย่างที่หวังไว้แน่นอน ต้องไม่ยาวเกินไปจนน่าเบื่อ ความยาวของเรซูเม่ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกาจ มีศักยภาพ หรือเคยทำกิจกรรมตอนเรียนมามากมายจนจำไม่หมด แต่เรซูเม่ที่ยาวเหยียดมากเกินไปจะทำให้เราดูไม่มืออาชีพ เพราะไม่สามารถจับประเด็น รวมประเด็นหรือสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้ ดังนั้น “วิธีทำเรซู่เม่”ให้ดูน่าเชื่อถือจึงไม่ควรยาวเกินไป จากการฟังความคิดเห็นของเอชอาร์มั้งหลายมานั้น ไม่ควรยาวเกิน 1 หน้าด้วยซ้ำ เพราะถ้าเราสามารถรวบประเด็นได้ ดึงความสนใจดี เรซูเม่หน้าเดียวเนื้อ ๆ ย่อมดีกว่าสี่ห้าหน้าแบบน้ำ ๆ ไว้ถ้าเราได้รับเลือกให้เข้าสู่การสัมภาษณ์งาน ตอนนั้นจะแสดงผลงานหรือพูดเรื่องประสบการณ์เพิ่มเติมก็ไม่สายเกินไป ความสามารถต้องระบุให้ชัด สิ่งที่สาว ๆ จบใหม่อย่างเรากังวลใจที่สุดคือเรายังไม่มีประสบการณ์การทำงาน เราจึงกลัวว่าเรซูเม่ของเราจะโล่งว่างเกินไป เคล็ดลับก็คือทุกอย่างที่เราเรียนรู้และทำได้ถือเป็นประสบการณ์ทั้งสิ้น (แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องใส่ทุกกิจกรรมที่เคยทำตั้งแต่สมัยอนุบาลนะคะ) ลองใตร่ตรองดูว่าศักยภาพที่เด่น ๆ ของเราตอนนี้ได้มาจากกิจกรรมใด หรือประสบการณ์ไหนในช่วงที่เราเรียน จากนั้นระบุให้ชัด ไม่ต้องทำเป็นกราฟสุดตระการตา หรือแผนผังสวยอลังการ แค่บรรยายให้กระชับและได้ใจความ เช่น ดิฉันเคยเป็นประธานรุ่น ซึ่วเป็นที่มาของความเป็นผู้นำ การพูดในที่สาธารณะ […]

ถึงไม่ใหญ่แต่แฮปปี้ “ข้อดีของสาวหน้าอกเล็ก”ที่เราอาจหลงลืมมันไป

“ข้อดีของสาวหน้าอกเล็ก“ ไม่ว่ารูปร่างแบบไหนก็มีความสวยตามแบบของตัวเอง แต่เราเข้าใจดีว่าบางทีสาวไซส์ไข่ดาวก็มักจะโดนล้อ โดนแซว บางครั้งก็ขำ แต่หลายครั้งเราก็ไม่ตลกด้วย จนพาลไม่พอใจขนาดหน้าอกของตัวเองและรู้สึกแย่ไปสารพัด แต่จริง ๆ แล้ว “ข้อดีของสาวหน้าอกเล็ก“มีมากกว่าที่เราคิด เราอาจโดนกระแสสังคมกดดันจนเราเผลอลืมมันไป ลองอ่าน ทบทวนแล้วกลับมารักและมั่นใจในร่างกายของตัวเองในแบบที่เราเป็นดูกันใหม่นะคะ ออกกำลังกายสะดวก การที่เรามีขนาดหน้าอกไซส์ไข่ดาวและโดนเพื่อนบางคนล้อมาตั้งแต่สมัยประถมตอนปลาย ยันมัธยมหรือมหาวิทยาลัย เราอาจรู้สึกว่าตัวเองช่างแย่ ไม่สวย ไม่มีความเป็นผู้หญิงเหมือนคนที่หน้าอกใหญ่โตเอาเสียเลย แต่บางทีข้อดีง่าย ๆ เราก็หลงลืมมันไป หน้าอกขนาดไม่ใหญ่มาพร้อมความคล่องตัว สังเกตไหมว่าเวลาเราออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทไหน หรือการออกแรงแบบใด ทำให้เราทำได้โดยไม่มีอุปสรรคเป็นน้ำหนักหรือความโย้ยานบริเวณหน้าอกมากวนใจ เราจึงสามารถออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องมีอุปสรรคเรื่องเครื่องแต่งกายและความคล่องตัวเท่าไหร่นัก หาเสื้อผ้าใส่ง่าย ไม่ดูโป๊ จริง ๆ ไม่ว่าจะมีขนาดหน้าอกแบบไหน คนอื่นก็ไม่มีสิทธิมาตัดสินเราว่าเราแต่งตัวเป็นอย่างไร แต่ข้อดีของสาวหน้าอกเล็กคือการที่ไม่ว่าเราจะแต่งตัวลักษณะไหนก็ดูปกติ ธรรมดา ไม่โป๊ ไม่ดึงดูดสายตาไปยังจุดที่เราไม่ได้อยากถูกจ้อง เราจึงสามารถใส่เสื้อผ้าได้ทุกแบบอย่างสบายใจ ไร้กังวล ไม่ว่าจะเกาะอก สายเดี่ยว เอวลอย คว้านหลัง แค่ไหนก็คล่องตัว ราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ต้องปวดหลังและเสี่ยงมะเร็งเต้านมน้อยกว่า เรื่องสุขภาพกายก็เป็นอีกผลพลอยได้ที่เราแทบไม่เคยนึกถึง แต่การมีหน้าอกขนาดใหญ่ก็มาพร้อมความรับผิดชอบขนาดใหญ่เช่นกัน เนื่องจากน้ำหนักของหน้าอกจะทำให้เวลาเดินไปไหน ย่อมรู้สึกเหมือนแบกของชิ้นใหญ่ไปด้วยตลอดเวลา สาวหน้าอกใหญ่อาจต้องเผชิญกับอาการปวดหลัง หากเดินยืนนั่งไม่ถูกวิธี ในขณะที่สาวไซส์ไข่ดาวอย่างเราก็เบาใจไปได้ […]

“ทำงานให้เสร็จ”สไตล์คนขี้เกียจ จะการบ้าน อ่านหนังสือ งานกองใหญ่ก็ไม่หวั่น!

“ทำงานให้เสร็จ” “เลิกขี้เกียจเดี๋ยวนี้นะ” ประโยคที่สาว ๆ อย่างเราได้ยินแม่บ่นมาแต่ไหนแต่ไร คล้ายกับว่า “คนขี้เกียจ”มีแต่ข้อเสียมากมาย แต่ใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วการเป็นคนขี้เกียจนี่แหละที่จะทำให้เรายิ่งหาทางลัดเพื่อ“ทำงานให้เสร็จ”เร็วขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นถ้าเราทำแบบสะเปะสะปะความขี้เกียจก็อาจพาเราลงเหวได้ ดังนั้น BEAUTY HUNTER อยากชวนสาว ๆ มาดูทริคทำงานให้เสร็จได้ตามสไตล์คนขี้เกียจ รับรองเห็นผล ขี้เกียจแค่ไหนก็ต้องไวกว่า “Deadline” ความขี้เกียจมันอาจไม่ได้ทำร้ายใคร ตราบใดที่เรามีความรับผิดชอบ งานหนึ่งชิ้นที่ต้องทำให้เสร็จ หนังสือหนึ่งวิชาที่ต้องอ่านให้หมด เราอาจไม่ได้ขยันอ่านตั้งแต่วันแรก แต่ถ้าเราสามารถรับผิดชอบจนงานนั้นเสร็จ “ทันเวลา” ย่อมไม่มีปัญหาอะไรตามมา ดังนั้นถ้าอยาก “ทำงานให้เสร็จ”สไตล์คนขี้เกียจ อย่างแรกที่ต้องใส่ใจคือ Deadline หรือกำหนดส่งที่แน่นอน ไม่ว่าเราจะขี้เกียจแค่ไหนก็ต้องห้ามส่งเกินกำหนดเวลานี้ เพราะมันสื่อถึงความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่ความขี้เกียจส่วนตัวอีกต่อไป ไม่ต้องลงมือทำ แต่ต้องลงมือคิด บางทีความขี้เกียจของสาว ๆ อย่างเราก็มาในรูปแบบการไม่อยากนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับที่แล้วอ่าน ๆ ๆ หรือทำงาน ๆ ๆ อย่างน่าเบื่อ แต่ในหัวของสาวขี้เกียจมักจะเต็มไปด้วยความคิดอันโลดแล่นไปไหนต่อไหนตลอดเวลา ซึ่งนี่แหละคือความได้เปรียบของความขี้เกียจ เพราะต่อให้เราไม่ได้ลงมือทำ แต่เราก็ไม่หยุดคิด จึงควรใช้ความคิดให้เป็นประโยชน์ หลายครั้งที่เราคิดอะไรได้ ให้เราจดไว้เสมอ หรือถ้าวันไหนที่เรารู้ตัวว่าขี้เกียจลงมือทำ […]

Advertisement
1 2 3 9
Advertisement
Advertisement
Advertisement
Advertisement