“ให้อภัย”
ในชีวิตของเราทุกคน ล้วนต่างต้องเคยพบกับเหตุการณ์ที่ถูกใครสักคนเข้ามา “ทำร้าย” จะเป็นคนใกล้ตัวหรือคนไกลตัวก็แล้วแต่ ซึ่งทุกครั้งมันก็มักจะตามมาด้วยความเสียหายในด้านจิตใจทำให้คุณเสียความรู้สึก เสียความเชื่อใจ เสียศูนย์ จนก่อตัวเป็นพลังงานด้านลบที่มีชื่อว่าความเกลียดชัง ความโกรธ ความแค้น ซึ่งหลายคนไม่สามารถข้ามผ่านจุดนี้ไปได้ เพราะไม่รู้จักคำว่า “ให้อภัย”
.

.
ซึ่งเราเข้าใจมนุษย์ปถุชนดีว่าการ “ให้อภัย” นั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำได้ หรือหากตั้งใจจะทำบางครั้งก็ไม่สามารถจะทำได้ทันที แต่เชื่อสิ ว่ามันดีกว่าการเก็บก้อนความทุกข์เหล่านั้นไว้ในใจอย่างแน่นอน วันนี้ BEAUTY HUNTER เลยขอเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะพาทุกคนก้าวผ่านความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นไปให้ได้ เพื่อเปิดใจไปสู่การให้อภัยอย่างแท้จริง ด้วย 5 วิธีคิดต่อไปนี้ค่ะ : )
.
1.ปล่อยวางให้เป็น

.
บางครั้งความทุกข์มันจบไปแล้ว แต่เราต่างหากที่ไม่ยอมปล่อย เคยฟังเพลง “ก้อนหินก้อนนั้น” มั้ยคะ ? เนื้อเพลงเค้าบอกว่า “ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง” ใช่ค่ะ ยิ่งคุณกำความทุกข์ไว้ในมือนานเท่าไหร่ ก็เหมือนการที่คุณถือก้อนหินหนักๆ บีบมันแรงๆไว้ในมือ ถามว่าคุณจะเจ็บมือมั้ยคะ ? แน่นอนคนที่เจ็บก็มีแค่คุณ หากเพียงแค่คุณปล่อยมือออกไปจากก้อนหินหรือความทุกข์นั้น มือของคุณก็จะสบายขึ้น ไม่เจ็บ ไม่ปวด นั่นแหละค่ะคอนเซปง่ายๆของการปล่อยวาง จุดเริ่มต้นของการให้อภัยซึ่งคุณต้องทำจุดนี้ให้ได้ก่อนเป็นขั้นแรกเสมอ แรกๆมันอาจไม่ง่ายนัก แต่เราเชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอนค่ะ
.
2.อยู่กับปัจจุบัน

.
คนหลายคนที่จิตใจกำลังบอบช้ำ มักวิตกกับเรื่องในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น กังวลว่าจะเดินต่อไปในทางไหนดี และขณะเดียวกันก็จมปลักอยู่กับความทุกข์ในอดีต เหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง อยู่แต่กับความทุกข์ จนลืมนึกถึงคุณค่าของปัจจุบัน เค้าเหล่านั้นเลือกที่จะเศร้าหมอง โทษตัวเอง โทษผู้อื่นในความโชคร้ายที่ตัวเองต้องพบเจอ ทำให้หมดแรงในการใช้ชีวิต ไม่อยากทำอะไรสักอย่างรวมถึง “การให้อภัย” ด้วย เราอยากจะบอกไว้ตรงนี้เลยค่ะ โลกนี้มันยังคงหมุนเวียนเเละเปลี่ยนไป วันหนึ่งเรื่องร้ายๆและความเจ็บปวดมันก็จะผ่านไป การหยุดอยู่กับที่ไม่ช่วยอะไรหรอก ใช้ชีวิตให้มีความสุขและกล้าที่จะให้อภัยคนที่ทำร้ายคุณเพื่อทำให้จิตใจของคุณได้ก้าวต่อไปเร็วขึ้นดีกว่าค่ะ
.
3.ทุกบทเรียนมีค่าเสมอ

.
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว มีคุณค่าเเละมีเหตุผลของมันเสมอ ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องดี แต่ก็ถือซะว่ามันเป็นบทเรียนล่ะกัน การที่จิดใจของคุณถูกทำร้ายนั้นก็ถือเป็นบทเรียนบทหนึ่งที่จะสอนให้คุณรู้จักการให้อภัยผู้อื่นได้อย่างแจ่มแจ้งมากขึ้น แต่ทั้งหมดนั้นก็ขึ้นอยู่ที่คุณแล้วค่ะว่าคุณจะสอบผ่านบททดสอบในบทเรียนนี้ได้หรือไม่ กล้าที่จะให้อภัยหรือเปล่า ? แต่ที่แน่ๆอย่างน้อยเมื่อมีเรื่องราวทุกข์ใจใหม่ๆเกิดขึ้นมา ประสบการณ์ในบทเรียนเก่าๆ ก็จะเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันให้คุณรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป และอาจทำให้การให้อภัยผู้อื่นในอนาคตไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคุณได้เคยผ่านมันมาแล้ว
.
4.อย่าคิดแก้แค้น

.
การจองเวรจองกรรมต่อกัน ไม่ใช่เรื่องที่ดีหรอกนะคะ ทำร้ายกันไป ทำร้ายกันมา เส้นชัยก็มีแต่ความเสียใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย สิ่งที่ได้กลับมาก็มีแค่ความสะใจเท่านั้นแหละค่ะ เสียทั้งเวลา เสียทั้งความรู้สึก ซึ่งถ้าคุณเลือกที่จะปล่อยวางและให้อภัยแล้วนั้น ก็ขอให้หยุดจริงๆ อย่าไปเอาคืน อย่าไปสร้างรอยร้าวขึ้นมาอีก จบก็คือจบ ถึงวันนี้มันอาจจะยังเป็นแผลสดที่ทำให้คุณเจ็บอยู่ แต่ในวันหนึ่งเมื่อคุณย้อนกลับมามอง ความทุกข์ที่คุณเลือกที่จะหยุดมันนั้น จะกลายเป็นเพียงแค่แผลที่ตกสะเก็ดและแผลเป็นเท่านั้นแหละค่ะ
.
5.แผ่เมตตา

.
เมื่อเลิกแล้วต่อกัน เลือกที่จะให้อภัยกันแล้ว ก็ลองเข้าวัดทำบุญ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร หรือสิ่งต่างๆ ที่เราอาจจะเผลอล่วงเกินไป สร้างบุญสร้างกุศล ทำทานอุทิศให้กับผู้อื่นบ้าง อย่างน้อยมันก็จะทำให้เรารู้สึกเย็นใจ จิตใจเป็นกุศล อยู่ในพื้นที่ที่มีแต่พลังงานด้านบวก ขจัดปัดเป่าสิ่งร้ายๆออกไปจากชีวิต สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยให้คุณสุขกายสบายใจได้อย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อยค่ะ สาธุ เราขออวยพรและเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านมันไปได้และรู้จักการให้อภัยอย่างมีสตินะคะ : )

