“ข้ออ้าง” ก็เหมือนกำแพงใหญ่ๆที่คุณลงมือผสมปูน ก่ออิฐทีละก้อน ลงมือสร้างมันขึ้นมากับมือ เพื่อปิดกั้นความสำเร็จและเป้าหมายต่างๆในชีวิตตัวเอง อ้างนู่น อ้างนี่ อ้างไปเรื่อย อ้างเพื่อที่จะได้มีเกราะป้องกันตัวเองจากความล้มเหลว นานวันเข้ากำแพงยิ่งหนา ยิ่งแข็งจนยากที่จะทำลาย หรือบางทีก็สายเกินไปเสียแล้ว ปล่อยไว้ไม่ดีแน่ ทุบมันทิ้งซะกำแพง “ข้ออ้าง” 7 ข้อที่ทำให้ชีวิตของคุณไม่ก้าวหน้า !
.
.
.
ข้ออ้างแรก ขอยกให้เป็นข้ออ้างลำดับที่ 1 ที่เรามักจะได้ยินมากที่สุด เป็นข้ออ้างที่ทำให้คนเรามีแนวโน้มจะล้มเหลวในเรื่องต่างๆได้ง่ายที่สุดเช่นกัน เอาจริงๆนะ คุณคิดว่า มาร์ค ซักเคอเบิก , บียอนเซ่ หรือ เกิร์ลเจเนอเรชั่น ที่คนเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้ เป็นเพราะพวกเค้ามีเวลามากกว่าคุณอย่างนั้นหรือ ? คำตอบคือ ไม่ ! ทุกคนบนโลกนี้ต่างมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน การที่คุณบ่นว่า “ฉันไม่มีเวลา” มันเป็นเพราะคุณล้มเหลวในการบริหาร และไม่ใส่ใจในการจัดลำดับความสำคัญเรื่องต่างๆ ในชีวิตเองต่างหาก เลิกอ้างแบบนี้ถ้าคุณยังมีเวลาเล่นเฟชบุค มีเวลาดูซีรีส์ ทั้งๆที่มีความฝันที่ยังทำไม่สำเร็จนอนรออยู่อีกเป็นภูเขา ท่องเอาไว้นะ “No One Is Busy In This World It is All About Priorities”
.
.
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่วางแผนนู่นนี่ไว้ในหัวเต็มไปหมด มีภาพความฝันและเป้าหมายต่างๆมากมายอยู่ในใจ แต่ไม่เคยได้ทำมันให้เป็นจริงสักที ด้วยข้ออ้างมาตรฐานสากลของคนที่กลัวจะเสี่ยงต่อความล้มเหลวในชีวิต เป็นคำสั้นๆ 3 พยางค์ คือ “ฉัน” “ไม่” “พร้อม” คำนี้แหละที่เป็นอุปสรรคใหญ่มาขวางกั้นความสำเร็จของคุณ จำไว้นะ ถ้าคุณรอทุกอย่างให้พร้อม คุณจะไม่ได้ทำอะไรเลย !!! ถ้าเมื่อไหร่ที่มีโอกาสเข้ามาแล้ว จงขว้ามันไว้เสมอ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆที่เข้ามาต้องหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยข้ออ้าง “ฉันไม่พร้อม” ลองรับความท้าทายนั้น พยายามลงมือทำมันให้เต็มที่ก่อน ไม่ดีกว่าเหรอ ?
.
.
ตอนยังเป็นวัยรุ่นมีข้ออ้างว่าฉันยังเด็กเกินไปที่จะทำการใหญ่ แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ก็เปลี่ยนข้ออ้างเป็นฉันแก่เกินไป สู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้หรอกอะไรแบบนี้….ผลคือไม่ได้ทำอะไรเลย ! ลองเปลี่ยนมุมมองกันหน่อยมั้ย จริงๆแล้วเรื่องอายุไม่ใช่อุปสรรคอะไรเลย ดูอย่างผู้พันแซนเดอร์ ผู้ก่อตั้งธุรกิจไก่ทอด KFC สิ ชายคนนี้เริ่มต้นธุรกิจตอนอายุ 66 ปี ! หรือจะเป็นตัวอย่างของเศรษฐีอายุน้อยที่สร้างเนื้อสร้างตัวได้จากความรู้ความสามารถของตัวเองก็มีให้เห็นมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งหมดนี้คุณเพียงแค่ต้องมองในมุมต่างและลงมือทำมันอย่างเต็มที่ ถ้าคุณอายุยังน้อยก็คิดซะว่าคุณมีข้อได้เปรียบด้านสุขภาพ มีเวลาให้ลองผิดลองถูกมาก จะล้มก็ยังมีเวลาลุกขึ้นมาใหม่ ส่วนถ้าคุณอายุมาก ก็ให้คิดว่าคุณมีประสบการณ์ มีคอนเนคชั่น ผ่านบทเรียนต่างๆในชีวิตมามาก ใช้มันเป็นแรงผลักดันทำฝันให้สำเร็จ
.
.
จริงอยู่ว่าหลายอย่างจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วย “เงิน” แต่ข้ออ้างนี้ก็ไม่สมเหตุสมผลเพียงพอที่จะมาเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จก้าวหน้าในชีวิตของใครก็ตามที เราคงเคยได้ยินคำตัดพ้อประมาณว่า “ก็บ้านคนนั้นเค้ารวย เค้ามีทุน จะทำอะไรก็ได้” ถูก ! ไม่เถียง แต่ถ้าเค้ามีเงินอย่างเดียวแต่ขาดปัจจัยด้านอื่นๆอย่างความรู้ ความสามารถ ก็ใช่ว่าเงินนั้นจะอยู่กับเค้าตลอดไป และยิ่งถ้าเราได้ศึกษาประวัติของเศรษฐีอายุน้อยในยุคนี้ หลายคนเติบโตมาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่สามารถสร้างฐานะให้ตัวเองติดอันดับคนรวยที่สุดในโลกได้ ภายใน Generation ของตัวเอง เช่น เจ้าพ่อเฟซบุคอย่าง มาร์ค ซักเคอเบิก จนเค้าบอกกันว่ายุคนี้เป็นยุคที่คนรุ่นใหม่จะรวยได้ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สลัดข้ออ้าง “ฉันไม่มีเงิน” ทิ้งซะ แล้วหาทางทำเป้าหมายของคุณให้สำเร็จดีกว่า !
.
.
ข้ออ้างนี้เป็นอีกข้ออ้างยอดฮิตของคนไทย “แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้” เชื่อเหลือเกินว่าในสังคมนี้เราทุกคนต่างเคยได้ยินสำนวนนี้กันอยู่บ่อยๆ จะจากในละครหรือชีวิตจริงก็ตามที คุณอาจจะเคยคิดว่าที่คุณทำสิ่งต่างๆไม่สำเร็จเป็นเพราะ “ฉันโชคไม่ดี” ไร้โชคลาภ ไม่มีวาสนาเหมือนคนอื่นเค้า คิดแบบนี้มีแต่เสียแน่นอน เพราะทันทีที่คุณมี Mind Set ของความคิดแบบนี้ เมื่อคุณเห็นใครที่ประสบความสำเร็จ ก็จะยกข้ออ้างนี้ขึ้นมาปลอบใจตัวเองเสมอ เช่น เห็นเพื่อนร่วมงานได้เลื่อนตำแหน่ง เห็นร้านคู่แข่งขายดี ก็จะพูดว่าอิจฉาเค้านะ เค้าโชคดีจัง โดยไม่มองอีกมุมเลยว่าจริงๆแล้วที่เค้าเหล่านั้นประสบความสำเร็จอาจจะมาจากที่เค้าขยันลงมือทำ มีความพยายามมากกว่าตัวคุณก็เป็นได้ !
. 
.
“ฉันทำไม่ได้หรอก” คิดแบบนี้ขอเรียกว่า “แพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงแข่ง” อ้าวคุณ ! ยังไม่ทันจะได้เริ่มทำอะไรเลย ก็คิดแบบนี้ซะแล้ว เห็นเเววความล้มเหลวมาสะกิดหลังเบาๆแล้วล่ะ การจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างความคิดตั้งต้นเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าความคิดตั้งต้นของคุณมองเห็นแต่ภาพในด้านลบ มันยิ่งมีแต่จะทำให้คุณห่างไกลเป้าหมายไปเรื่อยๆ ขาดความมั่นใจ ขาดแรงผลักดัน ขาดความเชื่อที่จะทำฝันนั้นให้สำเร็จ ฉะนั้นก่อนลงมือทำอะไรทุกครั้ง กดปุ่ม Delete ข้ออ้าง “ฉันทำไม่ได้” ขว้างลงถังขยะซะ แล้วลองทำมันเลย ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้พยายามแล้วมันจะมีความหมายเสมอ ดีกว่ามานั่งเสียดายทีหลังที่ไม่ได้ทำ เพราะข้ออ้างคลาสสิค “ฉันทำไม่ได้”
.
.
เห้ยแก เราโอเค อยู่แบบนี้ก็สบายดีแล้ว พอเพียง ไม่ต้องแข่งขันอะไรกับใครก็มีความสุขดี : ) ถามจริง ? ในใจคิดแบบนี้ได้ชัวร์ๆใช่มั้ยเอ่ย ถ้าคำตอบคือใช่ เราก็ยินดีด้วย แต่ถ้ายังลังเลไม่แน่ใจ เราขอถามคุณใหม่นะ ที่คุณบอกว่า “ฉันโอเค” มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่คุณสร้างขึ้นมาตบตาคนรอบข้าง เป็นเหมือนกำแพงที่ก่อขึ้นมาเพื่อป้องกันความผิดหวังที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความล้มเหลวของคุณเองหรือเปล่า ? เพราะคุณกลัวความผิดพลาดที่เริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง จึงขออยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ทั้งๆที่ลึกๆแล้วในใจของคุณก็คงเบื่อหน่าย และอยากออกจากจุดๆนี้ รีบออกมาเถอะ ยิ่งปล่อยไว้ มันจะยิ่งเคยชิน จนสุดท้ายชีวิตของคุณก็จะไม่ก้าวหน้า เหมือนย่ำอยู่กับที่ ออกจาก Comfort Zone ขจัดข้ออ้างทั้งหลายทิ้งไปซะ ออกมาเอาชนะเป้าหมายของตัวเองกัน !







