“ขี้เกียจ”
“ขี้เกียจ” เป็นคำฮิตติดปาก และนิสัยติดตัวของใครหลายต่อหลายคน ไม่เว้นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งขี้เกียจทำงาน ขี้เกียจอาบน้ำ ขี้เกียจออกกำลังกาย สารพัดจะขี้เกียจ เรียกได้ว่าเคยชินกันสุดๆ เป็นข้ออ้างที่ถูกยกขึ้นมาใช้บ่อยๆ เมื่อคุณไม่อยากทำอะไรสักอย่าง แต่เอ๊ะ! เคยสงสัยกันบ้างมั้ย? ทำไมเราถึงเป็นคน “ขี้เกียจ” วันนี้ BEAUTY HUNTER มีคำเฉลยมาฝากกันเเล้วค่ะ!
.

เพราะคุณขี้ขลาด
ความขี้เกียจ ลึกๆแล้วอาจจะเรียกได้ว่าเป็นญาติห่างๆของ “ความกลัว” โดยความกลัวในที่นี้ หมายถึง กลัวความล้มเหลว กลัวที่จะเกิดปัญหา คนเราจึงเลือกยกข้ออ้างอย่าง “ความขี้เกียจ” มาใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเอง ให้อยู่แต่ในโซนที่ปลอดภัย หรือ Comfort Zone ไม่ก้าวออกมาสู่โลกแห่งความจริง ใช้ข้ออ้างอย่าง “ความขี้เกียจ” นี้เป็นเหตุผลในการไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ประมาณว่าถ้าฉันอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรแบบนี้ ฉันก็จะไม่ต้องเจอกับปัญหา ไม่เหนื่อย ไม่ผิดหวัง อยู่แบบนี้ก็สบายๆดีแล้ว ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนี้ก็หยุดเถอะค่ะ “ขี้ขลาด” มาก เลิกขี้เกียจแล้วลงมือทำอะไรสักอย่างได้แล้ว !
เพราะสภาพเเวดล้อม
พูดไปแล้วก็ดูเหมือนเป็นข้ออ้าง แต่พูดก็พูดเถอะค่ะ ว่าจริงๆแล้วความขี้เกียจเนี่ย บางทีมันก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราเองทั้งหมดนะ บอกเลยว่าปัจจัยภายนอกก็มีส่วนอย่างมาก อย่างที่เค้าบอกกันว่า “อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน เราก็จะกลายเป็นคนแบบนั้น” ความขี้เกียจก็เช่นกันค่ะ ตัวอย่างนะคะ ถ้ารอบๆตัวคุณมีแต่คนที่มีไฟ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเอง เป็นเจ้าโปรเจค ขยันทำนู่นนี่ตลอด อย่างน้อยคุณก็คงจะได้รับพลังงานด้านบวกมาบ้างไม่มากก็น้อย แตกต่างกันชัวร์ๆเมื่อเทียบกับการที่คุณต้องแวดล้อมด้วยคนรักสบาย ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ไม่จริงจังกับอะไรสักอย่าง ความคิดแบบนี้มันย่อมแพร่เชื้อมาที่คุณเหมือนโรคติดต่อแน่ๆ ทำให้คุณรู้สึกว่าใครๆเค้าก็ขี้เกียจกัน งั้นฉันขี้เกียจบ้างดีกว่า จบเลยแบบนี้
เพราะไม่มีเป้าหมาย
เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ! แต่ถ้าชีวิตของคุณไร้เป้าหมาย มันก็เหมือนการออกเดินทางล่องไปในทะเล โดยไม่มีเข็มทิศ มันช่างดูล่องลอย ไหลไปเรื่อยๆอย่างเอื่อยเฉื่อย ไร้ทิศทาง นั่นแหละคือที่มาของ “ความขี้เกียจ” ในเมื่อคุณไม่รู้ว่าคุณต้องทำอะไร อย่างไร และเพื่ออะไร มันทำให้คุณไม่มีแรงผลักดันที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ เป็นชิ้นเป็นอัน อยู่ไปวันๆแบบไม่คิดอะไร ปล่อยทุกอย่างผ่านไปแบบนี้เรื่อยๆ น่าเสียดายนะคะ “เวลา” และ “โอกาส” เมื่อมันผ่านไปแล้ว มันไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้นะ ใช้มันให้เต็มที่เถอะ กำหนดเป้าหมาย เลิกขี้เกียจ แล้วลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเป้าหมายของคุณกัน
เพราะมันไม่ท้าทาย
รสชาติของความสำเร็จ มันงดงามเสมอค่ะ ยิ่งถ้าต้องแลกมาด้วย “ความท้าทาย” มันยิ่งหอมหวานสุดๆ สำหรับในข้อนี้เราเพียงจะบอกคุณว่าบางทีถึงคุณจะมีเป้าหมายแล้ว แต่ถ้าเป้าหมายนั้น “เล็ก” หรือ “ง่าย” เกินไปความขี้เกียจ ก็อาจจะกลับมาทักทายคุณได้เสมอ เพราะมันอาจทำให้คุณคิดว่าฉันสามารถบรรลุเป้าหมายต่างๆเหล่านี้ได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องใช้ความพยายาม ไม่ต้องทุ่มเทอะไรมาก ก็ทำได้แล้ว ทำให้คุณขาดความกระตือรือร้นที่จะทำมันให้สำเร็จไวๆ ทำนะ แต่ทำไปเเบบเรื่อยเปื่อย ไม่จริงจัง จนสุดท้ายมันกลายร่างเป็นความขี้เกียจ และหยุดทำไปดื้อๆ น่าเสียดายจริงๆค่ะ

