อกสั่นขวัญผวากันทุกที เมื่อเห็นข่าว “โจรไซเบอร์” ปล้นเงินในบัญชีเป็นแสนเป็นล้านไปในพริบตา อย่างว่าแหละค่ะ นี่มันปี 2016 เทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าแบบหยุดไม่อยู่ โลกเปลี่ยนแปลงไปแทบทุกมิติ แม้แต่การเงินการธนาคารเอง ก็ต้องปรับตัวตาม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่ต้อง “สะดวก” และ “รวดเร็ว” ไว้ก่อน ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “E-Banking” ยังไงล่ะคะ
.
“E-Banking” ใกล้ตัวเรานิดเดียว
อย่าคิดว่าเรื่องนี้ไกลตัว แม้เงินในบัญชีจะมีแค่หลักร้อยหรือหลักพันก็ตามนะคะ ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า “E-Banking” คืออะไร?
E-Banking คือ การทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคาร โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น การฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน หรือ สอบถามยอดเงิน เป็นต้น E-Banking อาจเรียกด้วยชื่ออื่น เช่น Internet Banking (ธนาคารอินเตอร์เน็ต), Online Banking (ธนาคารออนไลน์), Electronic Banking (ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์), Cyber Banking (ธนาคารไซเบอร์) เป็นต้น
.
.
ใครคือเหยื่อ?

.
เชื่อว่าส่วนใหญ่หลายคนคงเลือกใช้บริการ Internet Banking หรือ Mobile Banking กันแล้ว เพราะทั้ง “สะดวก” “ประหยัดเวลา” ดังนั้น อาจสรุปได้ว่า ตั้งแต่แม่ค้าร้านค้าออนไลน์ นักช้อปออนไลน์ คนที่จ่ายเงิน โอนเงิน จ่ายบิลต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต ฯลฯ “ทุกคนมีโอกาสเป็นเหยื่อ” ในเมื่อเราเลิกใช้บริการ E-Banking ที่แสนสะดวกสบายไม่ได้ ก็ยอมสละเวลาไม่กี่นาทีอ่านข้อควรระวังกันหน่อย กันไว้ดีกว่าแก้ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อกันง่ายๆ นะคะ
.
.
ตั้งสติก่อนใช้

เบสิคมาก ในการจะทำอะไรสักอย่างแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราต้องมีสติค่ะ! แล้วนี่มันเรื่องเงินๆ ทองๆ นะคะ บาทสองบาทก็มีค่า คิดให้ถี่ถ้วนก่อนใช้ทุกครั้ง “ฉันจะโอนเงินให้ใคร?” “จ่ายบิลไหน” และ “เท่าไหร่?” เช็คความถูกต้องของข้อมูล อ่านรายละเอียดก่อนทัชหรือคลิกทุกครั้ง
.
.
Password คือ ความลับ

ยากเข้าไว้ค่ะ! ถ้าจะพิมพ์แค่ 123456 หรือ 000000 อย่าตั้งเลยค่ะรหัส! เพราะคุณสมบัติของรหัสที่ดี คือ “เดายาก” และทางที่ดีทั้ง User ID หรือ รหัสเพียงไม่กี่ตัว ก็ไม่ควรเปิดเผยให้ใครรู้ หลีกเลี่ยงการใช้ระบบช่วยจำใน Web Browser ด้วยนะคะ ยอมเสียเวลาพิมพ์ใหม่ไม่กี่ตัวอักษร ดีกว่าเสียเวลาไปแจ้งความตอนโดนปล้นไปแล้ว และควรเปลี่ยนรหัสทุก 3 เดือนด้วยนะคะซิส
.
.
อย่าล็อกอินมั่ว!

ใช้เครื่องไหน เครื่องนั้นไปเลยค่ะ ทางที่ดีควรใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ส่วนตัวเท่านั้น แม้แต่เครื่องที่ทำงานก็ไม่ควรค่ะ ร้านคอมก็อย่าหวัง! และต้องล็อกเอ้าท์ทุกครั้ง และไม่ควรเชื่อมต่อ WiFi สาธารณะด้วย เพราะเสี่ยงต่อการถูกคัดลอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัญชีเงินฝาก และรหัสเข้าใช้งานในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้
.
.
สมัครบริการแจ้งเตือนทาง SMS หรือ E-mail
.

ประหยัดให้ถูกที่ถูกทางสักนิดค่ะ จ่ายแค่ไม่กี่บาท แต่เราจะได้รู้ความเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีตลอดเวลา และเป็นการเช็คความถูกต้องของข้อมูลต่างๆ ด้วย ถ้าเกิดข้อผิดพลาดจะได้แก้ไขได้ทันเนอะ
.
.
เขตปลอดไวรัส
.

ใครๆ ก็เกลียดไวรัส แล้วจะเลี้ยงไว้ในคอมพิวเตอร์ทำไมล่ะคะ?! วิธีง่ายๆ คือ ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสค่ะ ปลอดภัยทั้งคอม ปลอดภัยทั้งการเข้าใช้อินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งด้วย ไม่งั้นข้อมูลถูกขโมยไป ไม่รู้ด้วยนะคะ
.
.
หลีกเลี่ยงการคลิกลิงค์ url บน SMS
.

เท่าที่ดูข้อมูลของแต่ละธนาคาร ส่วนใหญ่ทางธนาคารไม่มีนโยบายให้ลูกค้าเข้าเว็บไซต์ผ่านการคลิกลิงค์ในอีเมล์ ลิงค์ในเว็บไซต์ หรือ ลิงค์บน SMS หรือลิงค์จากข้อความบนเว็บบอร์ดใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น ก็อย่าเผลอไปคลิกเข้าล่ะ เดี๋ยวงานจะเข้าซะก่อน
.
.
ระวังเว็บไซต์ปลอม
.

เดี๋ยวนี้มีเว็บไซต์เลียนแบบธนาคาร (Phishing Website) หรือผ่านทางแอปพลิเคชั่นปลอมแล้วนะ ถ้าคนไม่รู้ก็กดเข้าไป เรียบร้อยโรงเรียนโจรนะจ้ะ เพราะเว็บไซต์หรือแอพฯปลอมที่ว่าสามารถดักข้อมูล SMS ที่ธนาคารส่งรหัส OTP เข้าเครื่องโทรศัพท์มือถือ / แท๊ปเล็ต / คอมพิวเตอร์พกพา เพื่อส่งไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของพวกมิจฉาชีพเพื่อนำไปทำการทุจริตได้ ทางที่ดีก็เซฟเว็บไซต์ธนาคารไว้เป็นบุ๊คมาร์คเลยค่ะ เลี่ยงการเสิร์ชจาก Google นะคะ เพราะเดี๋ยวจะเผลอไปเข้าเว็บไซต์ปลอมเอา
.
และการเข้า Internet Banking ผ่าน web browser ต้องสังเกตรูปแม่กุญแจสีเหลืองต้อง Lock อยู่เสมอ (ซึ่งหมายถึง https:// โดย s หมายถึง security) ซึ่งแปลว่ามีการเข้ารหัสและเป็นการติดต่อไปยัง Server ของธนาคารอยู่จริง แต่ถ้าเข้าผ่านโปรแกรม Mobile banking ทางมือถือ เราจะไม่เห็น URL หรือแม่กุญแจนั้นแล้ว แต่ทางธนาคารจะบังคับให้ต้องเข้ารหัสหรือ https อยู่เสมออยู่แล้ว ซึ่งแสดงว่าจะปลอดภัยมากขึ้น
.
โหลดผ่านGoogle Play หรือ App Store เท่านั้น

ก่อนโหลดแอพ ควรสังเกตชื่อของผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นว่าเป็นชื่อธนาคารที่เราใช้บริการหรือไม่? และควรโหลดจาก Google Play หรือ App Store เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย
.
.
แยกบัญชีที่ใช้ Internet/Mobile Banking กับบัญชีออมทรัพย์

ถ้าเราทำตามทุกขั้นตอนแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัย แนะนำให้แยกบัญชีไปเลยค่ะ บัญชีที่เราใช้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์บ่อยๆ ใส่เงินไว้พอสมควรอย่ามากเกินไป บัญชีนี้เอาไว้ใช้อำนวยความสะดวกเท่านั้น และอีกบัญชีควรเป็นบัญชีออมทรัพย์ไว้สามารถเก็บเงินฝากจำนวนมากๆ ได้ อย่างน้อยก็ยากต่อการจะถอนแต่ละครั้ง
ขอบคุณภาพประกอบจาก www.wallethub.com
.
ผิดปกติปั๊บโทรหา Call Center ปุ๊ป!
.

สุดท้ายแล้ว หากเกิดข้อผิดพลาดจากการใช้บริการการเงินผ่านระบบออนไลน์ หรือพบเห็นอะไรผิดปกติ ไม่ชอบมาพากล รีบโทรแจ้ง Call Center เลยนะคะ อย่ามัวงงๆ หาคำตอบเอง อย่างน้อยถ้าเกิดการโจรกรรมขึ้นมาจริงๆ ก็อาจอายัติบัญชีไว้ได้ทัน
.
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ทางธนาคารจะพัฒนาระบบความปลอดภัยให้เราอุ่นใจเมื่อใจบริการ และเราจะมีสติในการใช้แล้วก็ตาม “พวกโจร” ก็มักจะหาช่องโหว่มาปล้นได้อยู่ดี แต่อย่างน้อยก็อย่าให้เกิดความเสียหายมากจนเกินรับไหวจะดีกว่านะคะ ที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะใช้บริการอะไร ไม่ใช่แค่เรื่องอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง เราก็ควรจะกวาดสายตา อ่านวิธีใช้ คำเตือน ข้อระวังบ้าง จะได้มีข้อมูลเบื้องต้นไว้ เผื่อเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ จะได้รู้ว่าควรทำยังไง
ขอบคุณข้อมูลจาก
www.krungsri.com
www.kasikornbank.com
www.scb.co.th
