“โลกไม่ได้หมุนรอบคุณเพียงคนเดียว” การจะใช้ชีวิตอยู่บนสังคมนี้ให้มีคุณค่า นอกจากคุณจะรู้จักตัวเองให้ดีแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย ซึ่งอย่างแรกเลยคุณต้องยอมรับก่อนว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงและหมุนไปตลอดเวลา จากยุคหนึ่งสู่ยุคหนึ่ง ทำให้คนที่เกิดและเติบโตมาในช่วงชีวิตที่ต่างกัน ย่อมมีความคิดและทัศนคติต่างกันด้วย จะทำยังไงให้เราและเขาอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข คำตอบคือ คุณต้องเรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของกันและกันให้มากขึ้น อย่างความแตกต่างของคน 9 Generation ต่อไปนี้ยังไงล่ะ : )
กลุ่มคนรุ่นแรกนี้เกิดในช่วง พ.ศ.2426 – 2443 หรือในทศวรรษที่ 80 เราเรียกว่า “Lost Generation” สาเหตุที่ใช้ชื่อว่า “Lost” เนื่องจากปัจจุบันคนในยุคนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่อาจยังมีเหลืออยู่บ้างประปราย ในบางประเทศที่คนอายุยืน เช่น ญี่ปุ่นซึ่งมีคนชราอายุกว่า 100 ปีอยู่เป็นจำนวนมาก คนในยุคนี้จะใช้ชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี
.
มีอีกชื่อหนึ่งคือ “G.I. Generation” เป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วง พ.ศ.2444 – 2467 ยุคนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คนส่วนใหญ่ในยุคนี้จึงกลายมาเป็นกำลังหลักที่ร่วมสู้รบในสงคราม และส่วนหนึ่งก็กลายมาเป็นผู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำไปทั่วโลกให้กลับมาดีขึ้นหลังสงครามด้วย ลักษณะของคนในยุคนี้จะอดทน รู้จักการดิ้นรนต่อสู้ความลำบาก รู้จักใช้เงิน สร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อหนีจากความลำบาก และเป็นยุคที่ผู้คนมีความเป็นทางการสูง มีแบบแผนปฎิบัติไปในทางเดียวกัน ออกนอกบ้านก็จะใส่สูท ผูกไทด์ เชื่อมั่นในอำนาจรัฐ ให้ความสำคัญกับสังคมส่วนรวมและประเทศสูง
.
.
กลุ่มนี้เกิดในช่วง พ.ศ.2468 – 2488 อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคนี้เศรษฐกิจตกต่ำมาก ถือเป็นยุคแรกที่ผู้หญิงต้องเริ่มออกมาทำงานนอกบ้านอย่างจริงจัง ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก พลเมืองเคร่งครัดอยู่ในระเบียบ เนื่องจากเป็นช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเสียหายจากสงคราม ยุคนี้มีจำนวนประชากรน้อย เนื่องจากอยู่ในยุคสงครามทำให้มีอัตราการเกิดต่ำ รวมถึงมีอัตราการตายสูงจากผลของสงคราม แต่ข้อดีของการมีประชาการน้อย คือทำให้คนในยุคนี้มีช่องทางในการสร้างตัวเองมากขึ้น เพราะคู่แข่งน้อย มีนักวิทยาศาตร์ และผู้ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกเกิดขึ้นในยุคนี้เป็นจำนวนมาก
.
คนที่เกิดในช่วง พ.ศ.2489 – 2507 หรือเรียกอีกอย่างว่า Gen-B เป็นช่วงสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่บ้านเมืองผ่านความเสียหายมาอย่างหนัก จึงเกิดการเร่งฟื้นฟู แต่ขาดกำลังคนเนื่องจากยุคที่ผ่านมามีอัตราการเกิดน้อย ทำให้ในยุค “เบบี้บูมเมอร์” คนมีค่านิยมในการมีลูกมากขึ้น และมักมีลูกหลายคนเพื่อเป็นกำลังในการทำงานและพัฒนาประเทศให้กลับมาแข็งแกร่ง ปัจจุบันคนในยุคนี้จะมีช่วงอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป ถือว่าเริ่มเข้าสู่วัยชรา มีความอดทนสูง ทุ่มเทให้กับการทำงานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว ซื่อสัตย์และรักในองค์กร ขยัน ประหยัด อดออม และเคร่งครัดในธรรมเนียม แต่บางส่วนก็เริ่มมีความคิดที่ต้องการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และมีเสรีภาพ มีความคิดนอกกรอบ เช่นกลุ่มฮิปปี้ หรือบุปผาชน เป็นต้น
.
.
คนที่เกิดในช่วง พ.ศ.2508-2522 เรียกว่า Gen-X ปัจจุบันคนเหล่านี้จะอยู่ในวัยทำงาน อายุประมาณ 36-60 ปี เป็นยุคที่เกิดจากผลผลิตของยุค Baby Boomer ที่มีเด็กเกิดมากขึ้น จนเริ่มมีความกังวลเรื่องทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ การขาดแคลนอาหาร หากยังไม่มีการควบคุมอัตราการเกิด คนยุคนี้จึงไม่นิยมมีลูกหลายคนเหมือนยุคก่อน โดยเฉพาะในประเทศที่มีประชากรมาก เช่น จีน เริ่มมีนโยบายรณรงค์ให้แต่ละบ้านมีลูกได้เพียง 1 คน เป็นต้น เด็กในยุคนี้เกิดมาในช่วงที่โลกผ่านพ้นช่วงที่ลำบาก กลับมามีความมั่งคั่งแล้ว จึงเป็นยุคที่สุขสบายขึ้น พร้อมๆกับการเริ่มต้นของเทคโนยี เช่น คอมพิวเตอร์ , เครื่องเล่นเกม คนกลุ่มจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีแนวคิดที่จะทำทุกอย่างเองเพียงลำพังไม่พึ่งพาใคร แต่ก็มีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมเดิมๆ เริ่มรับได้กับรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนไป เช่น เรื่องเพศที่ 3 การอยู่ก่อนแต่ง ต่างจากคนยุคเก่าที่จะค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ซีเรียสกับเรื่องที่ผิดจารีตประเพณีเดิมๆ
.
Gen-Y คือ คนที่เกิดในช่วง พ.ศ.2523 – 2540 ปัจจุบันคนเหล่านี้จะอยู่ในวัยทำงาน หรือวัยเรียน เป็นคนที่เติบโตมาทันเห็นความแตกต่างระหว่าง 2 รุ่นก่อนหน้า คือ รุ่นพ่อแม่ และ รุ่นปู่ย่าตายาย ยุคนี้เศรษฐกิจรุ่งเรืองขึ้นมาก พ่อแม่เริ่มมีฐานะและตั้งตัวได้ จึงเอาใจใส่ดูแลลูกอย่างดี ตามใจลูกตั้งแต่เด็ก ให้การศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดี เด็กยุคนี้จึงมีความเป็นตัวเองสูงมาก รักอิสระ ไม่ชอบถูกบังคับ กล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าวิจารณ์ มีความคาดหวังสูง แต่มีความอดทนต่ำ ต้องการชีวิตที่บาลานซ์ระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว มากกว่าการทุ่มเทกับงานไปจนถึงวัยเกษียณ มีความชัดเจนในการทำงาน ว่าทำเพื่ออะไร และมีทักษะการทำงานเป็นทีมมากกว่าวันแมนโชว์ เนื่องจากถูกปลูกฝังทักษะการระดมความคิด การประชุม การออกความคิดเห็นมากกว่าคนยุคก่อน เป็นยุคแรกที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน โลกเริ่มเชื่อมต่อกันมากขึ้น มีการรับวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามามากขึ้น ผู้คนสามารถทำอะไรได้เร็ว และหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking)
.
เด็กที่เกิดในช่วงหลังพ.ศ.2540 ขึ้นไป เรียกว่า Gen-Z ปัจจุบันคนเหล่านี้อยู่ในช่วงวัยรุ่น-วัยเด็ก เติบโตมาพร้อมกับความสะดวกสบายๆ มีสิ่งต่างๆที่ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้นรายล้อม เด็กในยุคนี้จะมีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่างๆได้อย่างรวดเร็ว คล่องเเคล่ว ได้รับการศึกษาที่ดี เด็กโตเร็วขึ้น มีอีโก้ ความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก กล้าคิดกล้าทำ ไม่กลัวคำวิจารณ์ กล้าได้กล้าเสีย มีความคิดสร้างสรรค์สูง แต่ห่างไกลจากจารีตประเพณีเดิมๆมากขึ้น เสพย์สื่อและรับข่าวสารสากล ไม่ค่อยเชื่อในเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ อย่างไรก็ตามเด็กยุคนี้จะมีความสัมพันธ์กับสถาบันครอบครัวน้อยลง อาจจะได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง เนื่องจากเป็นยุคที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ แตกต่างจากยุคเดิมๆที่ผู้หญิงบางส่วนจะเป็นแม่บ้านเลี้ยงดูลูกมากกว่า
.
.
เจเนอเรชั่นนี้เป็นการนิยามขึ้นมาพิเศษโดยบริษัท Google และ Nielsen ไม่ได้แบ่งตามอายุเหมือนเจเนอเรชั่นอื่นๆ แต่เป็นการยกขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับอธิบายถึงพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่มีพฤติกรรมผูกติดกับเทคโนโลยี การใช้อินเตอร์เน็ต การเชื่อมต่อไร้สาย ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคอื่นๆ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง ตลาดธุรกิจดิจิตอลมีบทบาทสำคัญในการผลักดันธุรกิจของโลกมากขึ้น ผู้คนจะเชื่อมต่อกันได้แบบ Real Time 24 ชม. ไม่มีพรมแดนด้านเวลาและระยะทางอีกต่อไป มีการอัพเดตข้อมูลและรับรู้ข่าวสารตลอดเวลา และแบ่งปันด้วยการแชร์ต่อกันไปเรื่อยๆ Social Network กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และเป็นตัวขับเคลื่อนสังคมต่างๆในวงกว้าง
.








