X

ยิ่งโต “ความสุข” ยิ่งน้อยลง? จริงไม่จริงอยู่ที่ใคร ถ้าไม่ใช่ที่เรา

Inspiration 
Apr 24,2017
x Primpana

ทำไมยิ่งโตคนเราถึงยิ่งโหยหา “ความสุข” ? ทั้งที่จริงแล้ว มันควรเป็นสิ่งที่เราหาได้ไม่ยากไม่ใช่หรอกหรอ แค่จะมีความสุข ทำไมต้องพยายามขนาดนั้น…ถ้าคุณมีความคิดแบบนี้ แสดงว่าคุณอาจจะยังผ่านชีวิตมาไม่มากพอ นั่นก็เพราะว่าพอเราโตขึ้น ชีวิตมันก็ยากขึ้นตามสเต็ป มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เป็นไปตามใจหวัง เมื่อชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง จุดที่เราได้กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ทั้งที่ไม่อยากเป็นก็ตาม แต่เราก็ต้องทำใจยอมรับและอยู่กับมัน เพราะเราเลี่ยงความเป็นผู้ใหญไม่ได้ จนกว่านักประดิษฐ์สักคนที่คิดค้นเครื่องหยุดเวลานั่นแหละ

Photo Credit  via giphy.com

“Don’t grow up it’s a trap” คำพูดจาก ‘ปีเตอร์แพน’ ที่พูดกับ ‘เวนดี้’ หญิงสาวผู้เป็นที่รักแปลเป็นภาษาไทยแบบบ้านๆ ได้ว่า “อย่าโตเลย มันคือกับดักของชีวิต ” ทำนองว่ามีชีวิตจะมีแต่อุปสรรค มีความสุขยากไปซะทุกทาง โดยเฉพาะช่วงกำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวหรือเรียกง่ายๆ ว่าวัยทำงานนี้แหละ คำถามคือโตแล้วชีวิตมันจำเป็นต้องดราม่าขนาดนั้นเลยเหรอ? ชีวิตมีก็ใช้ซะสิ จะคิดมากทำไม ทำอะไรแล้วมี “ความสุข” ก็ทำซะสิ พูดอะง่าย แต่โลกแห่งความเป็นจริงคงไม่ง่ายเบอร์นั้นหรอกค่ะคุณผู้ชม…

ทำไมโตแล้วถึงมีความสุขน้อยลงล่ะ?
ถ้าคุณเป็นเด็กวัยรุ่นคนนึง คุณอาจจะอ่านมันด้วยความสงสัยหรือเพื่อเตรียมตัวจะเป็นผู้ใหญ่ แต่เชื่อว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจมันหรอก (จนกว่าจะเจอกับตัว) ส่วนใครที่เริ่มรู้สึกว่าเรามีความสุขกับชีวิตน้อยลง ยิ้มยากขึ้น เราอยากให้อ่านเพื่อทบทวนไปพร้อมๆ กับเรา ว่าคำตอบของประโยคคำถาม “ทำไมถึงมีความสุขน้อยลง” ของเราตรงกันหรือเปล่า…


.

ภาระและหน้าที่มีมากขึ้น

เมื่อก่อนเราอาจจะมีหน้าที่แค่เรียนหนังสือ ทำงานส่งอาจารย์ ใช้ชีวิตไปวันๆ เงินหมดก็แบมือขอพ่อแม่ใหม่ได้ แต่พอเราโตขึ้น เรากลับต้องแบกภาระหน้าที่มากขึ้น ตั้งแต่งานที่หัวหน้าให้ทำ ทำยอดให้ถึงเป้าตามที่กำหนด หาเงินเลี้ยงตัวเองให้รอด ไหนจะต้องคอยแบ่งเบาภาระที่บ้าน เสียภาษี เก็บเงิน วางแผนชีวิตบลาๆๆ แน่นอนว่าเราได้อิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ต้องอยู่ในกรอบในกฎเกณฑ์เหมือนตอนเรียน แต่อิสรภาพก็มาพร้อมกับความเคว้งคว้าง และภาระหน้าที่มากมาย ถ้าคุณจิตไม่แข็งพอ ก็อาจจะเอาตัวเองไม่รอด และจะมีชีวิตอย่างคนล่องลอย

กดดันตัวเองมากไป

บางครั้งการนั่งดูความสำเร็จของคนอื่น เห็นใครต่อใครได้ทำงานดีๆ ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ ได้ทำงานกับบริษัทชั้นนำของประเทศ ได้เงินเดือนตัวเลขงามๆ เราได้แต่บ่นกับตัวเองว่าทำไมเราไม่มีชีวิตแบบนั้นบ้าง ความสามารถเราไม่มากพอหรอ? ทำไมเราไม่ได้โอกาสแบบนั้นบ้าง? มีแต่คำถามเต็มไปหมด แล้วก็มานั่งน้อยใจตัวเอง “นี่เรายังทำไม่ดีอีกหรอ?” แล้วทำไมคุณไม่คิดบ้างว่าบางครั้ง ความสำเร็จของแต่ละคนก็แตกต่างกัน มันขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะของชีวิต อย่ากดดันตัวเองมากไปเลยค่ะ ถ้าเราดีพอและวิ่งเข้าใส่โอกาสอยู่เสมอ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความสามารถของเราแน่ๆ ใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉาโดยไม่ต้องอิจฉาคนอื่นและไม่ต้องกดดันตัวเองดีกว่าเนอะ

เอาความสุขไปขึ้นอยู่กับคนอื่น

เคยเป็นมั้ย? วันนี้ไม่มีความสุขเพราะแฟนไม่สนใจ นอยด์เพื่อนที่ชวนไปกินข้าวแล้วมีแต่คนอิกนอ อารมณ์เสียไปทั้งวันเพราะเพื่อนร่วมงามพูดจาไม่ดีใส่ หรือหัวหน้าคอมเม้นท์งานตำหนิเข้านิดหน่อย ก็หัวเสียไปทั้งอาทิตย์ เราจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรอกนะคะ การที่เราจะแคร์คำพูดหรือการกระทำของใครมากๆ แต่บางครั้งเราต้องหัดแคร์ความรู้สึกตัวเองก่อน อย่าให้คนอื่นมามีอิทธิพลต่อความรู้สึกเรามากเกินไป โตแล้ว เราไม่สามารถแคร์ทุกอย่างบนโลก หรือให้คนทั้งโลกมาแคร์เราได้ ดังนั้น เลือกแคร์คนที่แคร์เราและหวังดีกับเรา แคร์บางเรื่องที่มันส่งผลกับชีวิตเราจริงๆ แล้วมองให้เป็นแง่บวก เช่น ถ้าบอสตำหนิเรื่องงาน เราก็แค่ปรับปรุงตัว แก้ไขสิ่งที่แย่สิ จะมานั่งรู้สึกแย่ทำไม

เหนื่อยกับการพิสูจน์ตัวเอง

บางคนอาจจะคิดว่าการเป็น “คนเก่ง” จะตอบโจทย์ความสุขในชีวิตได้ แต่เราเคยเห็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแต่กลับไม่มีคนเคียงข้างมาแล้ว เราเห็นคนที่รวยล้นฟ้า แต่กลับหาความจริงใจในชีวิตไม่ได้ สำหรับเรา เราแค่มองว่าแค่เราเป็นคนที่น่าภูมิใจของใครสักคนนึงอย่างพ่อแม่หรือตัวเอง แค่เป็นคนที่สร้างคุณค่าให้ตัวเอง ทำชีวิตให้มีค่า เต็มที่กับชีวิต ใส่ใจกับทุกความสัมพันธ์ เราก็จะรู้สึกดีกับตัวเองได้แบบไม่ยากเลย ต่อให้เราแฮปปี้กับความสำเร็จเราแค่ไหน เราก็ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้คนอื่นรู้เลยด้วยซ้ำว่าฉันมีความสุข ฉันได้เงินเดือนเท่าไหร่ ทำงานบริษัทอะไร ไม่ต้องลงรูปตัวเองว่ามีชีวิตดีๆ อวดใคร เพราะแค่ชีวิตฉันมีความสุขในแบบของตัวเอง ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร แค่นั้นก็เกินพอแล้วหรือเปล่า

บาลานซ์ชีวิตไม่ได้

โฟกัสแต่งานก็เป็นคนบ้างาน โฟกัสแต่ความรักก็เป็นผู้หญิงขาดความอบอุ่น โฟกัสแต่เรื่องชาวบ้านก็กลายเป็นผู้หญิงขี้เผือก บางครั้งชีวิตก็ต้องการความสมดุล การคลั่งไคล้หรือหมกหมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมาย ก็จะทำให้ใจเราเป็นทุกข์ ถ้าสิ่งนั้นที่เราให้ความสำคัญดันไม่สำเร็จหรือสมหวังขึ้นมา เราก็จะไร้ที่ยึดเหนี่ยว รู้สึกสิ้นหวัง เราอยากให้ลองปรับเปลี่ยนมุมมอง หันมาโฟกัสความรู้สึกตัวเองมากขึ้น  มีชีวิตในแบบที่อยากใช้ อย่าทำแต่งานจนลืมเที่ยว ลืมให้ความสำคัญกับคนที่บ้าน อย่าอยู่กับแฟนจนลืมเพื่อน อย่ารักแต่คนอื่นแต่ลืมรักตัวเอง แล้วเชื่อสิว่าชีวิตเราจะมีความสุขขึ้น จริงๆ นะ

ความสุข

แค่อยากมีความสุข มันไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดหรอกค่ะ อย่าให้ความเป็นผู้ใหญ่หรือภาระหน้าที่ที่เรามีเป็นกำดักชีวิตเลย มองให้มันเป็นเรื่องสนุกและท้าทายดูซิ ถ้าชีวิตมันไม่เป็นดั่งใจหวัง ก็ลองสร้างความหวังและเป้าหมายขึ้นมาใหม่ สุดท้าย อย่ากดดันตัวเองมากไปล่ะ จำไว้เสมอว่าความทุกข์ที่เราเจอไม่ได้แปลผันตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่มันแปลผันตามมุมมองชีวิตของเราต่างหากล่ะ

อะ อะ ยิ้มหน่อย 🙂

Advertisement
Primpana
Advertisement
Advertisement
Advertisement

Advertisement