X

สัมภาษณ์สองสาวเก่งเพื่อนซี้ เจ้าของไก่ทอดสไตล์เกาหลี “บอนชอน”

Inspiration 
Nov 17,2016
x Primpana

วันนี้ Beauty Hunter มีนัดสัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับสองสาวเก่ง คุณ ธัญญา ศรีพัฒนาสกุล “คุณลี่” Managing Director และคุณ พรพิมล วงศ์ศิริกุล “คุณพอลลี่” Creative Director สองสาวเพื่อนซี้เจ้าของธุรกิจ ‘Bonchon ไก่ทอดเกาหลี’  ไก่ทอดจากต้นตำหรับเกาหลียอดฮิต ขวัญใจทุกเพศทุกวัย

 .
_1100427

และถึงแม้ว่ากำลังจะเปิดสาขาที่ 25 ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เร็วๆนี้ ความท้าทายก็ยังเข้ามาทดสอบสองสาวเก่งเรื่อยๆ เราเลยขอใช้โอกาสนี้มาอินไซต์ชีวิตของพวกเธอไปพร้อมๆกัน สองสาวจะมาเฉลยให้ฟังชัดๆ ว่าทำไมเพื่อนกัน ถึงทำธุรกิจด้วยกันได้โดยแทบไม่มีปัญหากันเลย และยังสามารถบริหารเวลาให้ตัวเองและคนรอบข้างได้อีกด้วย !


%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%99-4

อยากให้ช่วยเล่าความเป็นมาก่อนมาเป็น Bonchon สักนิดค่ะ

ลี่: ก่อนหน้านี้เคยทำร้านอาหารและทำกิจการของที่บ้านค่ะ และก็ได้มีโอกาสไปต่อโทด้านบริหารธุรกิจที่อเมริกา เราได้เจอกับร้านบอนชอนที่นั่น เพราะเป็นแบรนด์ที่เราชอบไปกินประกอบกับเป็นช่วงหางานพอดีก็เลยลองติดต่อเค้าดูค่ะ

พอลลี่: จริงๆ ทางบ้านทำเกี่ยวกับโรงงานผ้าค่ะ เราเลยไปเรียนแฟชั่นดีไซน์อยู่ที่นิวยอร์ก ซึ่งลี่ก็ไปเรียน MBA อยู่เมืองใกล้ๆ กัน เค้าจะชอบมาหา เพราะสนิทกันอยู่แล้วด้วย
ตอนไปเจอกันครั้งแรก ก็ไปกินร้านนี้ด้วยกันที่นิวยอร์ก
บอนชอนฮิตมากในหมู่คนไทย รวมไปถึงฝรั่งด้วย เพราะเป็นแบรนด์แรกๆ เลยที่ขายไก่ทอดเกาหลีในอเมริกา คอนเซปต์อีกอย่างหนึ่งก็คือ จะเป็นร้านอาหารกึ่งบาร์ ปิดตี 4 มีโซจูคอกเทล และก็ได้ยินมานานแล้วว่า “ไปทีไรก็คนเยอะ ไม่ได้กินสักที” พอลี่มาหาที่นิวยอร์ก เราเลยลองไปต่อคิวกินกัน

ลี่: ต่อคิวเป็นชั่วโมงกว่าจะได้โต๊ะ แล้วก็รออาหารอีกชั่วโมงหนึ่ง
พอลลี่: ที่นี่จะดัง เพราะมีคนเสิร์ฟหล่อๆ เป็นผู้ชาย (หัวเราะ)

 

เห็นว่าที่บ้านทั้ง 2 มีธุรกิจอยู่แล้ว ตอนคิดจะทำธุรกิจของตัวเอง บอกที่บ้านยังไงบ้าง?

.
ลี่: จริงๆ เหตุผลที่ไปเรียนต่อ คือ ตั้งใจไปดูช่องทาง/โอกาสใหม่ๆ ลองไปดูว่าข้างนอกมีอะไรบ้าง อย่างพี่ทำร้านอาหารมาก่อน ก็ได้คุยกับที่บ้านก่อนหน้านี้แล้วแหละ เลยลองไปดูว่ามีคอนเซปต์อะไรน่าสนใจ ที่น่าลองเอาเข้ามาเมืองไทยมั้ย พอเราไปเจอ มันก็เหมือนเป็น “การตอบโจทย์สิ่งที่เราไปหา” ตั้งแต่ต้น

“เราจะเจ๊งมั้ย?” คงเป็นคำถามยอดฮิตของคนที่คิดจะทำธุรกิจของตัวเอง 

ตอนนั้นคิดว่ามันจะเวิร์กมั้ย หรือ มีเรื่องให้กังวลบ้างมั้ย?

ลี่: ก็หลายสิ่งนะคะ เพราะก่อนที่จะเอาเข้ามาจริงๆ ตอนนั้นก็ยังเด็ก อายุประมาณ 26-27 เรายังไม่เคยดีลงานกับแบรนด์ต่างประเทศ หรือแบรนด์ที่เป็นระบบแฟรนไชส์ เลยไม่รู้ว่าความจริงแล้ว สัญญาที่เซ็นต์ไปจะเป็นการผูกมัดตัวเองมั้ย แล้ว “เราจะเจ๊งมั้ย?” เพราะมันก็ต้องลงทุนเยอะเหมือนกัน กลัวนะ แต่ลึกๆ เราก็มั่นใจ เพราะเราทานเองแล้วก็ชอบมาก เอาเพื่อนไปทาน ก็ชอบมาก เลยค่อนข้างมั่นใจในตัวสินค้าตั้งแต่เริ่มต้นว่า “สินค้ามันดี” คนน่าจะบอกต่อ และมันจะค่อยๆ ดีขึ้น ในใจก็กลัวนะ แต่คิดว่าคงรอดแหละ

พี่ได้ลองติดต่อปรึกษากับคนที่เอาแบรนด์อื่นเข้ามา ปรึกษาอาจารย์ คุยกับคนเยอะๆ และหาข้อมูลเพิ่มเติมกันเยอะมาก กว่าที่จะปิดดีลกันได้ ก็เหนื่อยอยู่ พอโอเคกับการต่อรองสัญญาในจุดที่เราแฮปปี้แล้ว ก็ตกลง ต่อไปจะเป็นขั้นตอนของการหาโลเคชั่นของร้านแรก และก็ต้องไปเทรนด์งานด้วย

เด็กฝึกงานที่บอนชอน

พอลลี่: ทางแบรนด์เค้าอยากให้คนที่เป็นเจ้าของไปเทรนด์เอง จะได้ดูงานแบบอินไซต์ ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบ และพวกพี่ก็ชอบทำอาหารกันอยู่แล้ว ฝึกในครัวเหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่งเลยแหละ ทำตั้งแต่เลือกไก่ ล้างไก่ ทอดไก่ ฝึกให้ไปขายจริงด้วย ประมาณ 3 อาทิตย์
ลี่: มันไม่ใช่สถานที่ฝึกนะ เราไปทำที่ร้านจริงๆ เลย
พอลลี่: ถ้ามีลูกค้ามาร้อยออเดอร์ ก็ต้องทำให้ทัน และคุณภาพก็ต้องคงไว้ด้วย

เหตุผลที่ทั้งสองเป็นพาร์ทเนอร์กันได้
.
ลี่: ความจริงที่เราสองคนมาเป็นพาร์ทเนอร์กัน เพราะเราเก่งกันคนละทาง พี่จะดูการจัดการเป็นหลัก พอลลี่ก็จะดูเรื่องอาร์ต การตกแต่งร้านเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ก็เหมือนเป็นการเอาจุดแข็งของทั้งสองคนมารวมกัน ตั้งแต่เริ่มเราก็ช่วยพัฒนาไปด้วยกัน แบ่งงานกันว่าใครถนัดด้านไหน ก็จะให้คนนั้นเป็นคนตัดสินใจหลักในเรื่องนั้นไปเลย แต่ว่าในหลายๆ เรื่อง ก็ยังต้องตัดสินใจร่วมกัน
พอลลี่: ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆ เราก็จะคุยด้วยกันอยู่ดี เราสองคนทำงานใกล้ชิดกัน เพราะมีกันอยู่สองคนตั้งแต่แรก

“มายเซตคล้ายๆ กัน” เป็นเหตุผลที่ทำธุรกิจด้วยกันได้รึเปล่า?
พอลลี่: อย่างพี่จะเป็นคนที่คิดว่า “คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้” เราค่อนข้างจะลุย ไม่ใช่คนที่แบบ “ทำไม่ได้ ไม่ทำหรอก” ทั้งคุณลี่และคุณพอลลี่พูดขึ้นมาพร้อมกันว่า “ก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้ได้”

พอลลี่: พี่ว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้เราทำธุรกิจด้วยกันได้เป็นเรื่องของ “ความไว้วางใจ” ในการทำงาน อย่างลี่จะดูเรื่อง operation ต่างๆ พี่จะดูเรื่องอาร์ตไดเร็คชั่น การตกแต่ง การพีอาร์ต่างๆ ถ้าเป็นเรื่องที่ฝั่งลี่ดูแล ก็จะให้เค้าเป็นคนตัดสินใจไปเลย เค้าก็ทำเหมือนกัน แล้วเราก็จะสบายใจในการทำงานพอสมควร การทำงานไม่มีความอึดอัด เรารู้ว่าถ้าเราตัดสินใจอันนี้ไป เค้าจะโอเค หรือถ้ามันมีการตัดสินใจผิดพลาด เราก็จะเข้าใจกันว่ามันมีข้อผิดพลาดได้ ถ้าผิดพลาดก็แก้กันไป พอมันเป็นแบบนั้น เราก็ยังคงทำงานด้วยกันได้อยู่

%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%99-5

ตอนนั้นทั้งสองมาทำธุรกิจเต็มตัวเลยรึเปล่า?

พอลลี่: ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่เราคุยกันตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว ว่าถ้าจะทำ ก็ต้องทำแบบ full time
ลี่: ความจริง คือ ตั้งแต่ที่เราเซ็นสัญญาแล้วแหละ เพราะการทำธุรกิจแฟรนไชส์มันมีข้อตกลงของมันว่าต้องเปิดกี่ร้าน ภายในกี่ปี เป็นเป้าหมายที่เราเซตไว้ ดังนั้น ถ้าเราจะทำให้ได้อย่างนั้น เราจะมาทำเป็นงานอดิเรกไม่ได้

ใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะรู้สึกว่าธุรกิจประสบความสำเร็จ?

พอลลี่: ตอนแรกมีคนมาต่อคิวตลอดก็ยังไม่รู้สึก แต่พอเริ่มมีการขยายสาขา ก็เริ่มรู้สึกโอเค เข้าปีที่ 2-3 ที่รู้สึกว่าธุรกิจสามารถโตไปได้อีก
ลี่: สำหรับเรา รู้สึกว่าธุรกิจประสบความสำเร็จตอนเข้าเซ็นทรัลได้ (เซ็นทรัลเวิร์ด สาขาที่ 2) ห้างใหญ่ยอมรับแบรนด์เราแล้ว เราเลยโอเค มันเป็นจุดที่พลิกนิดนึงตรงที่ว่ามันน่าจะยังไปต่อได้ จนถึงตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่พอใจ มันประสบความสำเร็จมากเกินกว่าที่คาดหวังเอาไว้ แต่อย่างเราเป็นคนทำงานเราก็จะรู้ว่ามันยังมีอะไรหลายอย่างที่ปรับปรุงได้อีก เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่ว่าสำเร็จแล้วจบ ความท้าทายตอนนี้ก็คือ จะทำยังไงให้มันยั่งยืนอยู่แบบนี้ไปนานๆ ได้
พอลลี่: เพราะว่าในธุรกิจของอาหาร มันมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว เราก็ต้องพัฒนาตัวเอง เราต้องทำให้แบรนด์เราดูใหม่ ไม่เอ้าท์ไปง่ายๆ

คิดว่าตอนนี้มาไกลกว่าที่ฝันไว้?

.ลี่: ใช่ค่ะ ตอนที่เซ็นสัญญาคิดไว้แค่ว่าได้ 5-6 สาขาก็โอเค แต่นี่เราได้ผลตอบรับดีกว่าที่คิดไว้จริงๆ โอกาสก็เข้ามา ได้ทำเลดีๆ และเรายังมีกำลังทำอยู่ เราก็ทำไปเรื่อยๆ และผลตอบรับก็ดีขึ้นเรื่อยๆ มันเหมือนเป็นแรงสนับสนุน
พอลลี่: และเรามีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ อย่างแต่ก่อนตอนเปิดสาขาแรกที่ทองหล่อ กลุ่มลูกค้าก็จะเป็นแค่กลุ่มเฉพาะของกรุงเทพฯ พอไปเปิดสาขาที่เซ็นทรัลเวิร์ล เราก็ได้กลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้น มีเด็กนักเรียน จนกระทั่งปีที่แล้วกับปีนี้ เราก็เริ่มขยายสาขาไปตามห้างที่อยู่รอบนอกของกรุงเทพฯ เช่น รังสิต พระราม 2 บางกะปิ ซึ่งมันก็เป็นความสนุกอีกแบบหนึ่งที่เราได้ขายให้คนหลากหลายขึ้น

 

%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%99-3

แบบนี้ความกังวลที่มี ก็หายไปหมดแล้วรึเปล่า?

.ทั้งคุณพอลลี่และคุณลี่รีบตอบกลับเราทันทีว่า “ไม่นะ”
พอลลี่: มันยังมีความท้าทายหลายๆ แบบ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ลี่: อย่างการบริหาร 1 ร้าน เราก็จะบริหารแบบหนึ่ง พอมี 2 ร้าน เราก็ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนว่าต้องทำยังไง พอ 5 ร้านปุ๊บ เราก็ต้องมีวิธีในการบริหารจัดการให้คุมมาตรฐานเอาไว้ให้ได้ อย่างตอนนี้ มี 24 สาขา ก็ยังต้องคิดวิธีการบริหารจัดการใหม่ๆ ตลอด

แม้บอนชอนจะมีสาขามากขึ้น แต่บางที่ยังต้องต่อคิวอยู่ดี ทางบอนชอนแก้ไขตรงนี้ยังไงบ้างคะ?

ลี่: เราพยายามขยายสาขามากขึ้น หาวิธีจัดการกับคิวลูกค้าให้ดีขึ้น
พอลลี่: และเราก็ทำงานโคกับ ‘Que Q’ หรือกับบริษัทเดลิเวอรี่
ลี่: แต่พี่ว่าดีนะ มีคิวก็ดีแล้ว พี่ก็อยากให้มีต่อไปเรื่อยๆ (หัวเราะ)
อยากให้พูดถึงสไตล์การทำงานหน่อยค่ะ
พอลลี่+ลี่: คล้ายๆ กันนะ
พอลลี่: พี่ว่าคล้ายกัน แต่อาจจะเป็นเรื่องของบุคลิกที่ต่างกัน อย่างพนักงานจะรู้ว่าลี่จะเป็นแบบเงียบๆ กว่าพี่ พี่จะจุกจิกกว่า
ลี่: ไม่ เค้าบอกว่า “ฉันใจดี แต่แกโหด” (หัวเราะ)
พอลลี่: ลี่จะเป็นแนวแบบ “เออๆ ไม่เป็นไร” แต่พี่จะเป็นแบบพูดตรงๆ ห้าวกว่าลี่หน่อย ถ้าอันนี้มันไม่ควร พี่ก็จะบอกว่า “ไม่ได้” แต่จริงๆ แล้ว เป้าหมายในการทำงานของเราเหมือนกัน แค่บุคลิกคนละอย่าง
ลี่: พี่จะไปในแนวทางตาม format ของมัน รู้ว่าปัญหานี้มา เราก็จะไปแก้หลังบ้าน ไม่ได้แก้ปัญหานั้นๆ อย่างเดียว แต่เก็บไปคิดว่าเราต้องแก้ยังไงไม่ให้เกิดขึ้นอีก
พอลลี่: ก็ลงตัวดีนะคะ

%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%99-8

ช่วยพูดอะไรถึงกันและกันหน่อยค่ะ

.พอลลี่: ช่วงแรกๆ ของการทำงานก็จะมีอารมณ์เม้าท์มอยกันเยอะๆ อยู่ แต่ตอนนี้เหมือนแต่งงานกันมา 10 ปี มีลูกแล้ว (หัวเราะ)
ลี่: ใช่ เหมือนทำงานกันมาจนรู้ใจ เมื่อก่อนก็มีเหวี่ยงๆ ใส่กัน ปัจจุบันนี่เริ่มเฉยและชิล เพราะเราเข้าใจกัน อีกอย่างเราแบ่งงานกันชัดเจน
พอลลี่: แต่เวลาตัดสินใจอะไรก็จะมีฟีดแบคกันบ้างนะคะ ถามกันบ้าง

 

แล้วไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนล่ะคะ?

.ลี่: ปกติพี่จะเข้าออฟฟิศเยอะหน่อย แต่พอกลับบ้านกินข้าวอะไรเสร็จ ก็จะมีเวลาเคลียร์งาน บางทีเสาร์อาทิตย์ก็ทำ เหมือนเราเอ็นจอยกับงาน เราไม่ได้รู้สึกว่าต้องเครียดกับมัน สนุกดีก็ทำ

 

ดูแลตัวเองยังไงบ้าง ยุ่งกันขนาดนี้

.พอลลี่: นอกจากงานแล้ว พี่ออกกำลังกายค่ะ เริ่มจากอยากลดความอ้วนก่อน และเพื่อนในกลุ่มหลายคนก็อินกับการออกกำลังกาย รู้สึกว่าอยากทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะก่อนหน้านี้เป็นคนป่วยง่าย ไม่แอคทีฟ และด้วยอายุที่มากขึ้น เริ่มอ้วนง่ายขึ้น ตอนนี้พอไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป
ลี่: ของพี่เริ่มจากวันเกิด สามีซื้อเทรนเนอร์แพ็กเกจให้ ตอนแรกไม่ชอบออกกำลังกายหรอก แต่พอมีเทรนเนอร์ตัวต่อตัว เราก็เริ่มรู้สึกว่ามันต้องทำ พอถึงจุดนึงก็เริ่มรู้สึกสนุก และเป็นคนที่ลุยๆ ชอบแอดเวนเจอร์ด้วย พอออกกำลังกาย ก็ทำให้เราฟิตขึ้น สนุกกับกิจกรรมเอ้าท์ดอร์มากขึ้น

เคล็บการใช้ชีวิตและทำงานให้มีความสุข

.พอลลี่: มันเป็นเรื่องของทัศนคติต่อการใช้ชีวิต ก็ไม่รู้จะเครียดทำไม ต่อให้เราทำงานหรือไม่ทำงาน เราก็มีปัญหาได้ อยู่ที่ทัศนคติว่าเราจะมองเรื่องนั้นให้เราเป็นทุกข์ หรือจะหาวิธีผ่อนคลาย บางทีก็จะมีอารมณ์ที่แบบไม่พอใจ แต่สุดท้ายมันก็จะหายไป และมาคิดว่าจะทำยังไงดี? มากกว่า และก็ลุยอย่างเดียว พี่จะชอบท่องเที่ยว นอกเหนือจากการทำงานพี่ก็จะหาวิธีบาลานซ์ให้ชีวิตโอเค

%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%99-1

ชีวิตส่วนตัวมีปรึกษากันบ้างมั้ย?

.ลี่: มีบ้าง
พอลลี่: มี แต่ไม่ใช่การปรึกษาจริงจัง แบบโทรไป “เห้ยแก…” ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าให้ฟังมากกว่า
ลี่: โตๆ กันแล้วด้วยแหละ
พอลลี่: ส่วนใหญ่จะเป็นการบ่นๆ บ่นแล้ววางไป

พอถามเรื่องช้อปปิ้งทั้งสองก็ตอบตรงกันว่าจัดการไม่ค่อยได้ แต่..
พอลลี่: พอได้เงินเดือนมาเราก็จะเก็บไว้ส่วนหนึ่งแหละ แล้วที่เหลือเราก็ “ใช้ชีวิต” (หัวเราะ)

ทุกวันนี้ พัฒนาตัวเองยังไงบ้าง?

พอลลี่: พี่ชอบไปท่องเที่ยว ไปดูเทรนด์อาหารต่างๆ ทำรีเสิร์ชบ้าง ดูว่าอะไรเหมาะกับเมืองไทย
ลี่: พี่จะชอบคุยกับคนมากกว่า อยากรู้แนวทางความคิด วิธีคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ
พอลลี่: ใช่ แบบแลกเปลี่ยนทัศนคติกัน
ลี่: อาจจะดูคลิปสัมภาษณ์คนไรงี้ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
พอลลี่: พี่ก็จะมีการอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองบ้าง แต่อ่านเพื่อความบันเทิงมากกว่า ไม่รู้ว่ามันจะมีผลกับตัวเรามากน้อยแค่ไหน ไม่ได้อ่านแล้วแบบ “เราต้องทำตามเค้า”

มีเวลาทำงาน มีเวลาให้ตัวเอง แล้วกับครอบครัวล่ะคะ?

.พอลลี่: พี่ยังอยู่กับครอบครัวเจอกันทุกวันอยู่แล้ว ไม่ตอนเช้าก็ตอนกลับบ้าน และเราก็ค่อนข้างสนิทกับที่บ้าน ก็คุยไลน์กัน ส่งรูปสวัสดีวันจันทร์ เราจะพยายามหาเวลาพาที่บ้านไปเที่ยว ไปกินข้าวบ้าง

ลี่: คุณแม่เป็นคนจัดการเรื่องของครัวกลาง (ของบอนชอน) ให้ทั้งหมด น้องสาวก็ดูแลเรื่องบัญชี เพราะฉะนั้น มันยังข้องเกี่ยวกันด้วยเรื่องการงานเยอะอยู่ ทำให้เรายังได้คุยและได้เจอกันอยู่ตลอด เวลาออกกำลังกายก็ไปออกที่บ้านเดิมนี่แหละ ได้เจอกันตลอด

ส่วนสามีเอง ก็เป็นหุ้นส่วนของบอนชอนด้วย แต่ไม่ได้เข้ามาบริหารเต็มตัว เราก็อัพเดทชีวิตให้เค้าฟังตลอด และเค้าก็สามารถไปแฮงค์เอ้าท์กับกลุ่มเพื่อนเราได้ ทำให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอยู่แล้ว ไม่รู้สึกว่าต้องแบ่งอะไรสักเท่าไหร่

ถ้าให้แนะนำคนที่อยากทำธุรกิจ หรือให้บอกถึงคนที่ไม่กล้าที่จะเริ่มทำ เพราะกลัวเจ๊ง

พอลลี่: ความกล้าในการเริ่มต้นก็เป็นส่วนหนึ่งนะคะ แต่ดีเทลในการทำธุรกิจร้านอาหารมันเยอะมาก ถ้าจะให้แนะนำก็คือ ต้องใช้เวลาคลุกคลีกับมันจริงๆ เพราะส่วนหนึ่งที่ธุรกิจเราประสบความสำเร็จ คือ พวกเราทำแบบ Full Time เต็มที่กันทั้งคู่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่คนหนึ่งทำเป็นงานอดิเรก คนหนึ่งทำมากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ที่ธุรกิจมีปัญหากันก็อาจจะเป็นประเด็นนี้ด้วยล่ะ

ลี่: ที่จริงความกล้าอย่างเดียวก็ไม่ได้นะ ไม่กล้าก็ไม่ดี กล้าเกินไปก็ไม่ดี เราต้องมีความกล้าแบบไม่ประมาท พยายามศึกษาเยอะๆ เอาจริงก็ต้องตกลงกับตัวเองแหละ ว่าเราจะทำมันนะ!

พอลลี่: พอเป็นนายตัวเองแล้ว จะตื่นกี่โมงก็ได้ แต่เป็นนายตัวเอง เราก็ต้องมีวินัยพอสมควรเลยแหละ ทีมงานเราเยอะขึ้น มันเป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบของเรา เราจะทำยังไงให้ทีมงานอยากทุ่มเทกับงานของเรา

ลี่: ความจริงต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าเรื่องทำธุรกิจของตัวเองอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน ต้องพิจารณาตัวเองจริงๆ ว่าเราเป็นคนแนวไหน เพราะมันมีความเสี่ยงเยอะนะ สามารถล่มจมได้เลย ซึ่งบางคนอาจจะรับจุดนี้ไม่ได้ หรือบางคนที่ทำงานในออฟฟิศเค้าอาจจะทำมันได้ดี และเติบโตในองค์กรได้ ความจริงคือเราต้องรู้ว่าเราเป็นคนยังไง
พอลลี่: ใช่ เพราะการทำธุรกิจของตัวเองมันมีเรื่องอื่นๆ ให้เราคำนึงถึง เช่น เราจะดีลกับความเครียดยังไง ยิ่งธุรกิจอาหารซึ่งต้องเปิดทุกวัน เราจะบาลานซ์ตัวเองยังไง มันต่างจากมนุษย์เงินเดือนที่เลิกงานแล้วก็จบ

ลี่: จริงๆ ถ้ามาเปิดธุรกิจเหมือนกัน ก็อาจจะประสบความสำเร็จเหมือนกัน แต่คนหนึ่งอาจจะไม่มีความสุข เพราะกดดัน ฉะนั้น เราต้องกลับไปคิดว่าเราอยากใช้ชีวิตแบบไหนมากกว่ากัน

เป็นไงกันบ้างคะ? พออ่านบทสัมภาษณ์แล้วรู้สึกเหมือนกันมั้ยว่าทำให้เราได้ฉุดคิดได้ในหลายๆ จุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำธุรกิจ การ “ใช้ชีวิต” กับการจัดการกับความเครียด การทำงานให้มีความสุข เอ็นจอยกับสิ่งที่ตัวเองรัก ขอบอกเลยว่าการที่คนเราจะประสมความสำเร็จได้เนี่ย มันมีเหตุผลมากมายหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ไม่อยากให้ทุกคนละเลย คือการบาลานซ์ชีวิตให้ดี คิดอยากทำอะไร ทำเลย! แต่ต้องไม่ประมาท

ก่อนจากกันไป สองสาวขอฝาก BonChon สาขาที่ 25 สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ที่จะเปิดเดือนพฤศจิกายนนี้ แฟนคลับบอนชอนย่านลาดพร้าวเตรียมต่อคิวรัวๆ เลยค่ะ

%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%99-7

Advertisement
Primpana
Advertisement
Advertisement